แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงหัวใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

PABA Aminobenzoic Acid ป้องกันผมหงอก ลำไส้มีสุขภาพดี ผิวดี บำรุงตับ หัวใจ ได้จริงหรอ



พาบา (PABA-Aminobenzoic Acid)
พาบาเป็นสมาชิกในกลุ่มวิตามินบีรวม และถือว่าเป็นวิตามินเทียมสามารถละลายน้ำได้ โดยจะชอบอยู่รวมกับกรดโฟลิค พบว่าสะสมอยู่ใต้เนื้อเยื้อผิวหนังของร่างกาย มีส่วนช่วยให้ลำไส้มีสุขภาพดี ช่วยให้โปรตีนทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น

ประโยชน์ของพาบา (PABA)
- ส่งเสริมการสร้างกรดโฟลิค เป็นตัวช่วยผลิตกรดแพนโทเธ็นนิค
- ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง
- ทำงานร่วมกับโคลีนในการป้องกันหลอดเลือดแดงเข็งตัว
- ป้องกันผมหงอก
- ควบคุมสุขภาพของผิวหนัง
- ทำหน้าที่กรอกแสงที่มาทำอันตราบกับผิว
- บำรุงสุขภาพของตับไต
- บำรุงสุขภาพของหัวใจ
- ส่งเสิมการเจริญเติบโตของร่างกาย

อาการขาดพาบา (PABA)
- การย่อยอาหารผิดปกติ
- อ่อนเพลีย หงุดหงิด ปวดศีรษะ


>> สนใจสั่งซื้อ PABA <<

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Selenium ซีลีเนียม ประโยชน์ที่มากคุณค่า

ซีลีเนียม (Selenium)

     ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับกระบวนการเมทาบอลิซึม ช่วยให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังพบในอสุจิ การขาดซีลีเนียมอาจทำให้เพศชายเป็นหมันได้

หน้าที่สำคัญของซีลีเนียม


     ซีลีเนียมช่วยกระตุ้นเอนไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส จึงช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้สามารถต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดี
     ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับการมองเห็นบำรุงสุขภาพผิวและผม ช่วยป้องกันรังแค ลดการอักแสบ และบรรเทาอาการต่างๆ ของสตรีวัยหมดประจำเดือน

ข้อมูลทั่วไป

- ซีลีเลียม เป็นเกลือแร่ส่วนน้อยที่สำคัญต่อร่างกาย ถึงแม้จะพบในร่างกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม  ซีลีเนียม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ของวิตามินอี เกลือแร่ชนิดนี้มีจะถูกกระทบเทือน หรือถูกทำลายโดยความร้อน อาหารที่ปรุงแบบสลับซับซ้อนหรืออาหารแปรรูป เช่น พวกข้าวทำเป็นแป้งจะสูญเสีย ซีลีเนียม ไป 50-75% และถ้าต้มจะสูญเสียไปประมาณ 45 %


ประโยชน์ของซิลีเนียมในการรักษาโรค

- มะเร็ง มีรายงานว่าผู้ที่กินอาหารซึ่งมีซิลีเนียมสมบูรณ์เพียงพอ จะมีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งต่ำกว่ากลุ่มคนที่กินอาหารที่มีซิลีเนียมปริมาณต่ำ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาว่าการกินผลิตภัณฑ์เสริมซิลีเนียมนั้นช่วยลดโรคมะเร็งหลายชนิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งลำไส้ตรง

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับซิลีเนียมต่ำอาจทำให้ไวรัสธรรมดาในร่างกายออกกฤทธิ์เป็นเชื้อโรคได้ ผลิตภัณฑ์เสริมซิลีเนียมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายสามารถป้องกันโรคติดเชื้อได้ดีขึ้น

- รักษาสิว ร่างกายจำเป็นต้องใช้ซิลีเนียมในการผลิตเอนไซม์ชื่อ กลูทาไทโอน ในการศึกษาผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะสิวหนองกำเริบรุนแรงพร้อมกับการทำงานของเอนไซม์กลูตาไธโอนเพอร์ออกซิเดสอยู่ในระดับต่ำนั้น พบว่าเมื่อเสริมด้วยซิลีเนียม 200 มิลลิกรัม วิตามินดี 10 มิลลิกรัมร่วมกัน อาการกลับดีขึ้นใน 6-12 สัปดาห์

- สุขภาพหัวใจ ซิลีเนียมมีประโยชน์ต่อหัวใจ โดยช่วยป้องกันอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลายผนังหลอดเลือดแดง และลดการสร้างก้อนไขมันซึ่งจะไปอุดตันที่ผนังหลอดเลือดแดง


แหล่งที่พบ

- อาหาร ที่มี ซีลีเนียม มากที่สุดได้แก่ บริวเวอร์ยีสต์ เครื่องใน กล้ามเนื้อสัตว์ ปลา หอย ข้าวต่างๆที่ยังไม่ขัดสี ซีเรียล และผลิตภัณฑ์ นม นอกจากนี้ได้จากกระเทียม เห็ด บรอคโคลี่ หัวหอม มะเขือเทศ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเลต่างๆ
- ปริมาณของ ซีลีเนียม ที่เราได้ จากพืชผักที่ขึ้นอยู่บนดินที่ปลูกถือว่าได้ ซีลีเนียม โดยตรง และจากสัตว์เนื่องจากพืชผักที่เราให้สัตว์กินซึ่งถือว่าได้ ซีลีเนียม ทางอ้อม และบางครั้งพบว่ามีปริมาณ ซีลีเนียม สูง แต่ถ้ามีกำมะถันปนลงไปในปุ๋ยหรือดินที่ปลูก กำมะถันจะกั้นการดูดซึมเกลือแร่ของพืชได้ด้วย เราจะได้ ซีลีเนียม น้อยหรือไม่ได้เลย

อาการขาดซีลีเนียม

- ติดเชื้อได้ง่าย
- ความดันโลหิตสูง
- ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีจุด
- เป็นหมัน
- ต้อกระจก
- เป็นรังเค

---สนใจสั่งซื้อ Selenium กดที่นี้ครับ---

Coenzyme Q10 โคเอนไซม์คิวเท็น บำรุงหัวใจ ต่อต้านอนุมูลอิสระ



โคเอนไซม์ Q10 

 สาร ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอการสูญเสียไฮยาลูโรเนดในผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างพลังงาน จึงพบโคเอนไซม์ Q10 มากในผิวและอวัยวะที่ต้องการพลังงาน เช่น หัวใจ
ตับ  มีการทดลองมากมายพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์ Q10  อย่างการทาจะป้องกัน UVA ได้ดี ผลพลอยได้คือช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในผิว ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้สวยขึ้นภายใน 6 เดือน  ปกติร่างกายจะสังเคราะห์โคเอนไซม์ Q10 จากอาหารประเภท
โปรตีน คือ ปลาและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและหัวใจ มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า Q10 ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ถ้าขาด Q10 กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลงและทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีการใช้ Q10 เกี่ยวกับการช่วยบำรุงหัวใจอย่างกว้างขวาง

บุคคลใดที่ต้องการอาหารเสริมสำหรับผิว ?

1.หากอายุมากกว่า 20 ปี ระบบซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะด้อยประสิทธิภาพลง ประกอบกับฮอร์โมนที่ลดลงและภูมิคุ้มกันไม่สมดุลจึงส่งผลต่อผิว
2.การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือการกินอาหารที่มีสารพิษเจือปนทำให้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อร่างกายได้
3.  เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะ หรือมีความเครียดในการทำงานสูง
ประโยชน์ของ Q10
1.โรคหัวใจและหลอดเลือด
ใน ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ คลอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเกินไป จนทำให้ไปอุดตามหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน ซึ่ง Q10 ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไปยับยั้งไม่ให้ คลอเลสเตอรอล จับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด
นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคความดัน โลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันประชาชนประมาณ 1 ใน 3 มี ปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคดังกล่าวถือว่าเป็นภัยเงียบต่อกลุ่มคนดังกล่าว และก็เชื่อกันว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักมีอาการขาด Q10 การรับประทาน Q10 อาจจะช่วยให้อาการความดันโลหิตสูงดีขึ้น และยังช่วยอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า Q10 มีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ และหลอดเลือดอย่างชัดเจน
2.โรคอัลไซเมอร์
โรค อัลไซเมอร์ เป็นโรคของการเสื่อมทางสติปัญญาที่พบได้เมื่อวัยมากขึ้น   การรับ Q10 เข้าไปในร่างกายสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เนื่องจากใน Q10 มี ฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) ช่วย การทำงานของต่อมไทรอยด์ให้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่ประกอบด้วย ไอโอดีนทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อารมณ์ดี ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำดีขึ้น
และเนื่องจากคุณสมบัติในการต้าน อนุมูลอิสระของ Q10 ที่สามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง และโรคชรา จะเห็นได้ว่าหมอบางคนแนะนำให้กับผู้ป่วยที่อายุเกินกว่า 50 ปีขึ้นไปให้รับประทาน Q10 เพื่อ ที่จะช่วยอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยชลอการทำลายของเซลสมองอันเนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคชรา แต่อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
3. ลดริ้วรอย  ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง

Q10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant)  มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง   ซึ่งหมายถึง  ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้ โดยให้กลุ่มทดลองใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ 0.3% ทารอบดวงตาเป็นเวลานาน 6 เดือน พบว่า ความลึกของริ้วรอยลดลงถึง 27% เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ ดังนั้น Q10 จึงมีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี





วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Coenzyme Q10 โคเอนไซม์คิวเท็น บำรุงหัวใจ ต่อต้านอนุมูลอิสระ



โคเอนไซม์ Q10 
 สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอการสูญเสียไฮยาลูโรเนดในผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างพลังงาน จึงพบโคเอนไซม์ Q10 มากในผิวและอวัยวะที่ต้องการพลังงาน เช่น หัวใจ
ตับ  มีการทดลองมากมายพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์ Q10  อย่างการทาจะป้องกัน UVA ได้ดี ผลพลอยได้คือช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในผิว ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้สวยขึ้นภายใน 6 เดือน  ปกติร่างกายจะสังเคราะห์โคเอนไซม์ Q10 จากอาหารประเภท
โปรตีน คือ ปลาและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและหัวใจ มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า Q10 ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ถ้าขาด Q10 กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลงและทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีการใช้ Q10 เกี่ยวกับการช่วยบำรุงหัวใจอย่างกว้างขวาง

บุคคลใดที่ต้องการอาหารเสริมสำหรับผิว ?

1.หากอายุมากกว่า 20 ปี ระบบซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะด้อยประสิทธิภาพลง ประกอบกับฮอร์โมนที่ลดลงและภูมิคุ้มกันไม่สมดุลจึงส่งผลต่อผิว
2.การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือการกินอาหารที่มีสารพิษเจือปนทำให้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อร่างกายได้
3.  เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะ หรือมีความเครียดในการทำงานสูง
ประโยชน์ของ Q10
1.โรคหัวใจและหลอดเลือด
ใน ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ คลอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเกินไป จนทำให้ไปอุดตามหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน ซึ่ง Q10 ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไปยับยั้งไม่ให้ คลอเลสเตอรอล จับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด
นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันประชาชนประมาณ 1 ใน 3 มี ปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคดังกล่าวถือว่าเป็นภัยเงียบต่อกลุ่มคนดังกล่าว และก็เชื่อกันว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักมีอาการขาด Q10 การรับประทาน Q10 อาจจะช่วยให้อาการความดันโลหิตสูงดีขึ้น และยังช่วยอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า Q10 มีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ และหลอดเลือดอย่างชัดเจน
2.โรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคของการเสื่อมทางสติปัญญาที่พบได้เมื่อวัยมากขึ้น   การรับ Q10 เข้าไปในร่างกายสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เนื่องจากใน Q10 มี ฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) ช่วย การทำงานของต่อมไทรอยด์ให้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่ประกอบด้วย ไอโอดีนทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อารมณ์ดี ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำดีขึ้น
และเนื่องจากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของ Q10 ที่สามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง และโรคชรา จะเห็นได้ว่าหมอบางคนแนะนำให้กับผู้ป่วยที่อายุเกินกว่า 50 ปีขึ้นไปให้รับประทาน Q10 เพื่อ ที่จะช่วยอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยชลอการทำลายของเซลสมองอันเนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคชรา แต่อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
3. ลดริ้วรอย  ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง

Q10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant)  มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง   ซึ่งหมายถึง  ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้ โดยให้กลุ่มทดลองใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ 0.3% ทารอบดวงตาเป็นเวลานาน 6 เดือน พบว่า ความลึกของริ้วรอยลดลงถึง 27% เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ ดังนั้น Q10 จึงมีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี