แนะนำสรรพคุณ อาหารเสริม สำหรับบุคคลที่สนใจ รักษาสุขภาพตัวเอง ให้ดูดี อยู่เสมอ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่อต้านอนุมูลอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Vitamin E Cream บำรุงผิวพรรณ
วิตามินอี คืออะไร?
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (tocopherol) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำทุกวัน มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค วิตามินอี มีหลายชนิด ได้แก่ แอลฟา เบตา แกมมา และซิกมา โทโคเฟอรอล โดยชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด คือ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha-tocopherol)
วิตามินอีกับผิวพรรณ
สถาบันโรคผิวหนังหลายแห่งมีการวิจัยพบว่าวิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้ เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการทาที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากการเกิดแผลหรือการอักเสบบนผิวหนัง หรือการถูกแสงแดดเผาไหม้จะทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระขึ้น วิตามินอีจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้ เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงนิยมนำวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
---สนใจสั่งซื้อ Vitamin E Cream กดที่นี้ครับ---
ป้ายกำกับ:
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงผิว,
Cream,
Vitamin E
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Vitamin E วิตามินอี มีประโยน์อย่างไรบ้าง
วิตามินอี (Vitamin E)
วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายคนเราอย่างยิ่ง ช่วยให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รวบรวมวิตามินได้ประมาณ 13 ชนิด หนึ่งในนั้นได้แก่ วิตามินอี ที่เรามักได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือในด้านการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ดังนั้นนอกจากในอาหารแล้ว ยังพบว่ามีการสกัดวิตามินอีมาผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด คราวนี้จึงขอพาคุณทำความรู้จักกับวิตามินอี และประโยชน์ต่อร่างกายคนเราให้มากขึ้น
วิตามินอี คืออะไร?
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (tocopherol) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำทุกวัน มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค วิตามินอี มีหลายชนิด ได้แก่ แอลฟา เบตา แกมมา และซิกมา โทโคเฟอรอล โดยชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด คือ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha-tocopherol)
ประโยชน์ของวิตามินอีต่อร่างกาย
เนื่องจากผนังของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายมีไขมันที่ไม่อิ่มตัวเป็นโครงสร้างหลัก โครงสร้างที่ว่านี้จะถูก ทำลายได้ง่ายด้วยกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation) และส่งผลให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (free radicals) ชนิดต่างๆ ตามมา ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างภายในเซลล์ที่สัมผัสกับสารอนุมูลอิสระ วิตามินอี เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ (potent antioxidant) ซึ่งมีผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ หรือลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้ยังมีผลช่วยปกป้องการเสื่อมสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ (stabilize) ที่บุอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ตา ตับ เต้านม หลอดเลือด และเม็ดเลือดแดง ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคงทนมากขึ้นด้วย
วิตามินอีกับโรคมะเร็ง
คุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของวิตามินอี นอกจากจะช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายของปฏิกิริยาออกซิเดชันและการเกิดอนุมูลอิสระแล้ว วิตามินอียังช่วยป้องกันการเกิดสารไนโตรซามีน (nitrosamines) ตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารจำพวกไนไตรท์ที่มีในอาหารที่รับประทานเข้าไปภายในกระเพาะอาหาร และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าวิตามินอียังมีผลช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้
วิตามินอีกับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
กระบวนการออกซิเดชันของไขมันชนิด LDL (low density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชนิดเลวในเลือดจะ มีผลทำให้เส้นเลือดเกิดความเสียหายอย่างมาก มีหลักฐานที่แสดงว่าวิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดกระบวนการที่ว่านี้ และช่วยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น และยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดสมองด้วย โดยได้มีการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่าคนที่ได้รับวิตามินอีอย่างน้อยวันละ 100 IU หลังการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันที่ผนังเลือดได้ และคนที่ได้รับวิตามินอีประมาณวันละ 400-800 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อยปีครึ่งจะช่วยป้องกันอัตราการเกิดโรคหัวใจวายได้ถึง 77%
วิตามินอีกับโรคเบาหวาน
เชื่อกันว่าสาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจะมีการสะสมของสารอนุมูลอิสระเนื่องจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายผิดปกติ นอกจากนี้แล้วยังมีอัตราการตายจากการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้สูง มีงานวิจัยที่แสดงว่าคนเป็นโรคเบาหวานที่รับประทานวิตามินอีเพียงวันละ 100 IU จะช่วยทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ดี และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดอีกด้วย
วิตามินอีกับโรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก (cataracts) เป็นความผิดปกติของเลนส์ตาทำให้มองภาพไม่ชัดเจน และอาจตาบอดได้ โดยเชื่อว่าเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ผิดปกติของโปรตีนในเลนส์ตา มีการศึกษาพบว่าสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระจำพวกวิตามินอีสามารถช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดของโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พบว่าสารในกลุ่มนี้ไม่ช่วยให้เกิดผลดีได้ในคนที่สูบบุหรี่ โดยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดโรคต้อกระจก อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอีเกี่ยวกับโรคต้อกระจก
วิตามินอี สารอาหารที่ช่วยชะลอความแก่
สารอนุมูลอิสระจะมีผลทำให้เซลล์เกิดความเสียหายและตายได้ในที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุทำให้ ร่างกายอ่อนแอและแก่เร็วกว่าปกติแล้ว หากเกิดที่สมองก็จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่างๆ เช่น โรคสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease) โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) เป็นต้น จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินอี 1,300 IU ต่อวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีจะช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมจากการอุดตันของเส้นเลือดในสมองได้
วิตามินอีช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของระบบสืบพันธุ์
มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับวิตามินอีวันละ 800 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน สามารถช่วยลดอาการต่างๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า และเจ็บหน้าอกได้ นอกจากนี้ในผู้ชายที่มีระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ พบว่าเมื่อได้รับวิตามินอี วันละ 200 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน จะมีโอกาสมีบุตรสูงขึ้น เนื่องจากวิตามินอีช่วยลดระดับของอนุมูลอิสระในน้ำอสุจิ จึงทำให้ผนังเซลล์อสุจิแข็งแรงขึ้น และส่งผลให้มีอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 30% แต่ก็อาจไม่ปรากฏผลหากคนนั้นเป็นคนสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายความแข็งแรงของอสุจิ และอาจทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมโทรมลง
วิตามินอีกับผิวพรรณ
สถาบันโรคผิวหนังหลายแห่งมีการวิจัยพบว่าวิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการทาที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากการเกิดแผลหรือการอักเสบบนผิวหนัง หรือการถูกแสงแดดเผาไหม้จะทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระขึ้น วิตามินอีจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงนิยมนำวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
---สนใจสั่งซื้อวิตามินอีกดที่นี้ครับ---
วิตามินอีหลายชนิด
วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายคนเราอย่างยิ่ง ช่วยให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์รวบรวมวิตามินได้ประมาณ 13 ชนิด หนึ่งในนั้นได้แก่ วิตามินอี ที่เรามักได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือในด้านการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ดังนั้นนอกจากในอาหารแล้ว ยังพบว่ามีการสกัดวิตามินอีมาผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด คราวนี้จึงขอพาคุณทำความรู้จักกับวิตามินอี และประโยชน์ต่อร่างกายคนเราให้มากขึ้น
วิตามินอี คืออะไร?
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (tocopherol) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำทุกวัน มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค วิตามินอี มีหลายชนิด ได้แก่ แอลฟา เบตา แกมมา และซิกมา โทโคเฟอรอล โดยชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด คือ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha-tocopherol)
ประโยชน์ของวิตามินอีต่อร่างกาย
เนื่องจากผนังของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายมีไขมันที่ไม่อิ่มตัวเป็นโครงสร้างหลัก โครงสร้างที่ว่านี้จะถูก ทำลายได้ง่ายด้วยกระบวนการออกซิเดชัน (oxidation) และส่งผลให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (free radicals) ชนิดต่างๆ ตามมา ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างภายในเซลล์ที่สัมผัสกับสารอนุมูลอิสระ วิตามินอี เป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ (potent antioxidant) ซึ่งมีผลในการป้องกันการทำลายเซลล์ หรือลดความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้ยังมีผลช่วยปกป้องการเสื่อมสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ (stabilize) ที่บุอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ผิวหนัง ตา ตับ เต้านม หลอดเลือด และเม็ดเลือดแดง ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคงทนมากขึ้นด้วย
วิตามินอีกับโรคมะเร็ง
คุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของวิตามินอี นอกจากจะช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายของปฏิกิริยาออกซิเดชันและการเกิดอนุมูลอิสระแล้ว วิตามินอียังช่วยป้องกันการเกิดสารไนโตรซามีน (nitrosamines) ตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเกิดจากการทำปฏิกิริยาของสารจำพวกไนไตรท์ที่มีในอาหารที่รับประทานเข้าไปภายในกระเพาะอาหาร และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าวิตามินอียังมีผลช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้
วิตามินอีกับการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
กระบวนการออกซิเดชันของไขมันชนิด LDL (low density lipoprotein) ซึ่งเป็นไขมันชนิดเลวในเลือดจะ มีผลทำให้เส้นเลือดเกิดความเสียหายอย่างมาก มีหลักฐานที่แสดงว่าวิตามินอี มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดกระบวนการที่ว่านี้ และช่วยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น และยังช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดสมองด้วย โดยได้มีการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่าคนที่ได้รับวิตามินอีอย่างน้อยวันละ 100 IU หลังการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจจะช่วยป้องกันการสะสมของไขมันที่ผนังเลือดได้ และคนที่ได้รับวิตามินอีประมาณวันละ 400-800 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อยปีครึ่งจะช่วยป้องกันอัตราการเกิดโรคหัวใจวายได้ถึง 77%
วิตามินอีกับโรคเบาหวาน
เชื่อกันว่าสาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจะมีการสะสมของสารอนุมูลอิสระเนื่องจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายผิดปกติ นอกจากนี้แล้วยังมีอัตราการตายจากการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้สูง มีงานวิจัยที่แสดงว่าคนเป็นโรคเบาหวานที่รับประทานวิตามินอีเพียงวันละ 100 IU จะช่วยทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ดี และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดอีกด้วย
วิตามินอีกับโรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก (cataracts) เป็นความผิดปกติของเลนส์ตาทำให้มองภาพไม่ชัดเจน และอาจตาบอดได้ โดยเชื่อว่าเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ผิดปกติของโปรตีนในเลนส์ตา มีการศึกษาพบว่าสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระจำพวกวิตามินอีสามารถช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดของโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พบว่าสารในกลุ่มนี้ไม่ช่วยให้เกิดผลดีได้ในคนที่สูบบุหรี่ โดยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเกิดโรคต้อกระจก อย่างไรก็ดีจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกของสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอีเกี่ยวกับโรคต้อกระจก
วิตามินอี สารอาหารที่ช่วยชะลอความแก่
สารอนุมูลอิสระจะมีผลทำให้เซลล์เกิดความเสียหายและตายได้ในที่สุด ซึ่งนอกจากจะเป็นสาเหตุทำให้ ร่างกายอ่อนแอและแก่เร็วกว่าปกติแล้ว หากเกิดที่สมองก็จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่างๆ เช่น โรคสมองเสื่อม (Alzheimer’s disease) โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s disease) เป็นต้น จากการศึกษาทางคลินิกพบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินอี 1,300 IU ต่อวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปีจะช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมจากการอุดตันของเส้นเลือดในสมองได้
วิตามินอีช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของระบบสืบพันธุ์
มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้รับวิตามินอีวันละ 800 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน สามารถช่วยลดอาการต่างๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า และเจ็บหน้าอกได้ นอกจากนี้ในผู้ชายที่มีระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ พบว่าเมื่อได้รับวิตามินอี วันละ 200 IU อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน จะมีโอกาสมีบุตรสูงขึ้น เนื่องจากวิตามินอีช่วยลดระดับของอนุมูลอิสระในน้ำอสุจิ จึงทำให้ผนังเซลล์อสุจิแข็งแรงขึ้น และส่งผลให้มีอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นถึง 30% แต่ก็อาจไม่ปรากฏผลหากคนนั้นเป็นคนสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายความแข็งแรงของอสุจิ และอาจทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมโทรมลง
วิตามินอีกับผิวพรรณ
สถาบันโรคผิวหนังหลายแห่งมีการวิจัยพบว่าวิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการทาที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากการเกิดแผลหรือการอักเสบบนผิวหนัง หรือการถูกแสงแดดเผาไหม้จะทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระขึ้น วิตามินอีจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงนิยมนำวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
---สนใจสั่งซื้อวิตามินอีกดที่นี้ครับ---
วิตามินอีหลายชนิด
ป้ายกำกับ:
ชะลอความแก่,
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
เบาหวาน,
วิตามินอี,
Vitamin E
กรดอัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid) ลดสิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และอีกมากมาย
กรดอัลฟาไลโปอิค(Alpha Lipoic Acid)
หนึ่งในอาหารเสริมที่ช่วยทำให้สิวดีขึ้น สามารถลดการอักเสบและรอยแดงจากสิวต่อต้านอนุมูลอิสระ เราจะเห็น Alpha lipoic acid ที่ขายกันในบ้านเราในรูปของอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องผิวพรรณ
กรดอัลฟาไลโปอิคใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาและป้องกันเชื้อโรคได้หลากหลาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเซลล์ แหล่งที่มาทั่วไปของอนุมูลอิสระคือ อาหารทอด, ควันบุหรี่, ควันพิษ และมลภาวะต่าง ๆ
กรดอัลฟาไลโปอิคทำหน้าอะไร
หน้าที่หลักของกรดอัลฟาไลโปอิคคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พบได้มากในผักและเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิคสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถไปเลี้ยงเซลล์ได้ทุกส่วน ความสามารถอันยอดเยี่ยมนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกาย และยังต่อต้านการอักเสบอันเป็นเหตุให้เกิดสิว ช่วยรักษาการอักเสบไม่ให้สิวนั้นอักเสบลุกลามมากไป
กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นทำงานร่วมกับวิตามินบี ซี และอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ เพื่อให้เซลล์ร่างกายทำงานกันอย่างปกติ พึงระลึกไว้ว่าวิตามินเหล่านี้มีหน้าหลักในการต้านแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวและช่วยให้การรักษาสิวที่เกิดขึ้นเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น กรดอัลฟาไลโปอิคช่วยให้วิตามินเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ หรือหมุนเวียนกลับมาใหม่ ช่วยให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้น
กรดอัลฟาไลโปอิคทำความสะอาดและทำให้ผิวบริสุทธิ์ โดยการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการเกิดสิว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือดไปยังประสาท ดังนั้นผิวก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุง ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น
กรดอัลฟ่าไลโปอิคช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลาง เนื่องจากมีปริมาณของ Sulfur เป็นองค์ประกอบด้วย จึงช่วยลดการบวมและอาการผิวแดงจากสิว กรดอัลฟ่าไลโปอิคนั้นถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากตัวหนึ่ง เนื่องจากสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้ง่ายและสามารถเลี้ยงไปทั่วร่างกาย
ประโยชน์ของ ALA (Alpha Lipoic Acid)
- ต่อต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ได้ทั่วร่างกายและมีฤทธิ์แรงกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ คือมีฤทธิ์แรงกว่า CoQ10 ถึง 4-5 เท่า และแรงกว่าวิตามินอี วิตามินซี 50 เท่า
- ช่วยทำให้สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆที่อยู่ในร่างกาย นำกลับมาใช้ใหม่ในร่างกายได้อีกครั้ง เช่น ทำให้กากของวิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ กลูตาไธโอน CoQ10 และอื่นๆ ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง
- ช่วยต่อต้านอนุมูอิสระในบริเวณสมองของเราได้ดีที่สุด ช่วยป้องกันโรคทางสมองต่างๆ
- ช่วยเพิ่มระดับสารกลูตาไธโอนในตับ จึงช่วยล้างพิษตกค้างในร่างกายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และมีผลต่อการลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้ดีเยี่ยม
- กรดอัลฟ่าไลโปอิคนอกจากใช้รับประทาน ในต่างประเทศต่างนิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอย เพราะมีคุณสมบัติชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดีกว่าสารตัวอื่น มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดขนาดรูขุมขน ลดการทำลายจากรังสียูวีได้ดีเยี่ยม
- ช่วยลดริ้วรอยทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งมีการทดลองในกลุ่มตัวอย่างยืนยันว่า กรดอัลฟาไลโปอิกช่วยลดริ้วรอยตื้นๆได้มากกว่า 50% อีกทั้งยังทำให้แผลเป็นเนียนเรียบและหายเร็วขึ้น โดยมีการะคายเคืองน้อยกว่า กรดวิตามินเอ (Tretinoin) วิตามินซี และ AHA
แหล่งที่ได้
กรดอัลฟ่าไลโปอิคพบได้ในอาหารบางชนิด อาหารประเภทเนื้อวัวไม่ติดมันหรืออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ, หัวใจ และไต พบว่ามีปริมาณของกรดอัลฟ่าไลโปอิค และยังพบได้ในผักขม, บล็อกโคลี่, ยีสต์ และมันฝรั่ง
---สนใจสั่งซื้อ Alpha Lipoic Acid กดที่นี้ครับ---
ป้ายกำกับ:
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงผิว,
ลดสิว,
อัลฟาไลโปอิค,
Alpha Lipoic Acid
Grape seed Extract สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract)
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (grape seed extract) เป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่เรียกว่า “โอลิโกเมอริก โปรแอนโทไซยานิดีน หรือโอพีซี (oligomeric proanthocyanidins: OPC)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่าวิตามินอี 50 เท่า ช่วยต่อต้านการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวหนังที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเป็นโครงสร้างหลักในผิว ทำหน้าที่ค้ำจุนและให้ความยืดหยุ่น หากถูกทำลายไปก็จะเกิดรอยเหี่ยวย่นที่มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนเซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า (ชั้นนอกสุด) หากถูกทำลายจะปรากฏรอยแห้งกร้าน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจึงช่วยรักษาความกระชับ เต่งตึงของผิว ขณะเดียวกันก็ป้องกันริ้วรอยหยาบกร้านได้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิวบริเวณที่ดำคล้ำลง จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส จึงทำให้เมล็ดองุ่นสกัดถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์เเละอาหารเสริม
สารสกัดจากเมล็ดองุ่นไม่เพียงแค่มีประสิทธิในการดูแลผิวพรรณของคุณเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของคุณด้วย เช่น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการมือและเท้าชา รักษาเส้นเลือดขอด ชะลอความเสื่อมของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก
สามารถทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี
ประโยชน์ Grape seed
สาร OPCs ที่พบได้ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น
ปี 1995 ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่อสุขภาพของดวงตา โดยทดลองกับอาสาสมัครที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบตลอดทั้งวันจำนวน 75 คน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องสายตา กล้ามเนื้อตาเกร็ง เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 300 มิลลิกรัมต่อวัน ผลปรากฏว่าอาสาสมัครมีปัญหาเรื่องสายตาลดน้อยลง อาการปวดตาและกล้ามเนื้อตาเหนื่อยล้าก็หายไปด้วย แถมยังทำให้มีแววตาสดใสเป็นประกาย
นอกจาก OPCs จะช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีแล้วยังนำมาใช้กับการรักษาโรค และอาการผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ เช่น ช่วยลดอาการอักเสบของแผลและผิวหนัง ช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ
เป็นสารซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประสิทธิภาพสูง
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสารสำคัญคือ OPCs ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเสื่อมหรือถูกทำลายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระ
ช่วย ในการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตผ่านระบบหลอดเลือดฝอยไปทั่วร่างกายมากขึ้น ป้องกันอาการเส้นเลือดฝอยเปราะ และแตกง่าย อันเป็นผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โดยยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโปรตีนคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) บำรุงผิวพรรณทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเรียบลื่น และเพิ่มความแข็งแรงยืดหยุ่นของเอ็นยึดข้อต่อและกระดูกอ่อน
ป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพจากอาการเบาหวาน
คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหน้าเนียนใส เปล่งปลั่ง ชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ดีเยี่ยม
สาร OPCs ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานินที่มีมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระ ฝ้า และความหมองคล้ำบนผิวหน้า
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสาร OPCs ในปริมาณสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์ในการยับยั้ง เอนไซม์ คอลลาจิเนส (Collaginase) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อ คอลลาเจนถูกทำลาย สาร OPCs จะช่วยรักษาความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจน และช่วยเสริมความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง
สรุปประโยชน์ Grape seed
- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอด
- เสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจน
- ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมทำลายของอวัยวะต่างๆ และช่วยชะลอการแก่ก่อนก่อนวัย
- ยับยั้งการเกิดเม็ดสี เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นฝ้า กระ
- และเสริมการทำงานของกลูต้าไธโอน
ขนาดรับประทาน
ปริมาณของสารสกัดจากองุ่นที่แนะนำให้รับประทานเพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคและช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ 50 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับขนาดรับประทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคควรเพิ่มขึ้นเป็น 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน
--- สนใจสั่งซื้อ Grapeseed Extract ---
ป้ายกำกับ:
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงผิว,
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น,
grape seed extract
Collagen คอลลาเจน บำรุงผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน
ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น
อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น
นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย
ร่างกายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น
โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็งแรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนได้
การสังเคราะห์คอลลาเจน
ในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเซลล์ชนิดหนึ่งชื่อ ไฟโบรบลาสท์ (Fiberblast) ซึ่งกระจายไปทั่วและมีจำนวนมาก ทำหน้าที่สังเคราะห์ คอลลาเจน (Collagen) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) และยังผลิตอิลาสติน (Elastin) ออกมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย วิธีการผลิตคอลลาเจนของเซลล์ไฟโบรบลาสท์มีลักษณะคล้ายกับวิธีการทำงานของเซลล์ประเภทเม็ดโลหิตขาวขนาดใหญ่ คือ ตรงบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์จะมีพื้นที่เฉพาะ (Receptor) สำหรับให้โมเลกุลของสารเคมีหรืออาจเป็นเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นหรือก่อกวนเซลล์ไฟโบรบลาสท์ให้ทำงานมาเกาะ รูปร่างของโมเลกุลที่เป็นตัวให้สัญญาณจะต้องพอดีกับพื้นที่เฉพาะ (Receptor) นั้น จึงจะเกิดการทำงาน ถ้าจับกันสนิทแนบแน่น เซลล์ไฟโบรบลาสท์ ก็จะเกิดการตื่นตัว (Active) และเร่งผลิตสารเคมี 3 อย่างออกมา ได้แก่ 1) คอลลาเจน (Collagen) ทำให้ผิวตึง แน่น 2) อิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังสามารถโค้งงอได้และเป็นตัวมัดคอลลาเจน และ 3) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติสำคัญคือสร้างความชุ่มชื้น เพราะสามารถดูดน้ำไว้ในตัวเองได้ถึง 1,000 เท่าโดยน้ำหนัก และจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเต็มออกมา ซึ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ประโยชน์ของคอลลาเจนคอลลาเจน(Collagen)
ทำหน้าที่เชื่อมเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายเข้าด้วยกัน ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันในผิวหนังชั้นหนังแท้ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเรียบตึงของผิวหนังทำให้ผิวหนังแข็งแรงและเรียบเนียนในด้านโภชนาการ พบว่าโดยทั่วไปแล้ว โปรตีนเกือบทุกชนิดถูกย่อยด้วยระบบย่อยอาหารในทางเดินอาหารจนได้กรดอะมิโนอิสระ ซึ่งมีครบทั้ง 20 ชนิด แต่จากที่คอลลาเจนเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือให้กรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือคอลลาเจนจะให้กรดอะมิโนอิสระเพียง 5 ชนิด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนนั้น จึงเป็นการรับประทานเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอาประโยชน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของผิวหนังกระดูก กระดูกอ่อน(cartilage) เอ็น (tendons) และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยืดเหนี่ยว (ligaments)เช่น เหงือกของสัตว์ชั้นสูง ดังนั้นเวลาที่เราเคี้ยวคอลลาเจนจึงเปรียบเหมือนที่เราเคี้ยวลูกชิ้นเอ็นปัจจุบันคอลลาเจนถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น ทางการแพทย์ใช้เพื่อลดอาการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้เป็นสารบุร่องเหงือก ตลอดจนใช้เป็นเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัย ลบริ้วรอยปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนคือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดดจ้าที่เข้มข้นด้วยรังสี UV เกินปกติ มลพิษต่างๆ การสูบบุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลทำลายผิวหนังในชั้นกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือคอลลาเจน และอิลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวหนังดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่นดี และควบคุมความชุ่มชื้น ซึ่งจะถูกทำลายให้บางลงในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว เราจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังจะมีความเต่งตึง เนื่องมาจากคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายแข็งแรง แต่กระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายโดยเฉพาะที่ผิวหนังนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆเมื่อยิ่งสูงวัยขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจน จนถึงจุดหนึ่งการสูญเสียคอลลาเจนตามธรรมชาติเกิดมากกว่าการสร้าง ส่งผลทำให้ชั้นผิวหนังยุบและทรุดตัวลงอันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย
--- สนใจสั่งซื้อ Collagen กดที่นี้เลยครับ ---
ป้ายกำกับ:
คอลลาเจน,
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงกระดูก,
บำรุงผิว,
Collagen
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Collagen คอลลาเจน บำรุงผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน
ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น
อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด
คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น
นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย
ร่างกายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น
โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็งแรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนได้
การสังเคราะห์คอลลาเจน
ในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเซลล์ชนิดหนึ่งชื่อ ไฟโบรบลาสท์ (Fiberblast) ซึ่งกระจายไปทั่วและมีจำนวนมาก ทำหน้าที่สังเคราะห์ คอลลาเจน (Collagen) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) และยังผลิตอิลาสติน (Elastin) ออกมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย วิธีการผลิตคอลลาเจนของเซลล์ไฟโบรบลาสท์มีลักษณะคล้ายกับวิธีการทำงานของเซลล์ประเภทเม็ดโลหิตขาวขนาดใหญ่ คือ ตรงบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์จะมีพื้นที่เฉพาะ (Receptor) สำหรับให้โมเลกุลของสารเคมีหรืออาจเป็นเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นหรือก่อกวนเซลล์ไฟโบรบลาสท์ให้ทำงานมาเกาะ รูปร่างของโมเลกุลที่เป็นตัวให้สัญญาณจะต้องพอดีกับพื้นที่เฉพาะ (Receptor) นั้น จึงจะเกิดการทำงาน ถ้าจับกันสนิทแนบแน่น เซลล์ไฟโบรบลาสท์ ก็จะเกิดการตื่นตัว (Active) และเร่งผลิตสารเคมี 3 อย่างออกมา ได้แก่ 1) คอลลาเจน (Collagen) ทำให้ผิวตึง แน่น 2) อิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังสามารถโค้งงอได้และเป็นตัวมัดคอลลาเจน และ 3) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติสำคัญคือสร้างความชุ่มชื้น เพราะสามารถดูดน้ำไว้ในตัวเองได้ถึง 1,000 เท่าโดยน้ำหนัก และจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเต็มออกมา ซึ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ประโยชน์ของคอลลาเจนคอลลาเจน(Collagen)
ทำหน้าที่เชื่อมเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายเข้าด้วยกัน ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันในผิวหนังชั้นหนังแท้ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเรียบตึงของผิวหนังทำให้ผิวหนังแข็งแรงและเรียบเนียนในด้านโภชนาการ พบว่าโดยทั่วไปแล้ว โปรตีนเกือบทุกชนิดถูกย่อยด้วยระบบย่อยอาหารในทางเดินอาหารจนได้กรดอะมิโนอิสระ ซึ่งมีครบทั้ง 20 ชนิด แต่จากที่คอลลาเจนเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือให้กรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือคอลลาเจนจะให้กรดอะมิโนอิสระเพียง 5 ชนิด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนนั้น จึงเป็นการรับประทานเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอาประโยชน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของผิวหนังกระดูก กระดูกอ่อน(cartilage) เอ็น (tendons) และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยืดเหนี่ยว (ligaments)เช่น เหงือกของสัตว์ชั้นสูง ดังนั้นเวลาที่เราเคี้ยวคอลลาเจนจึงเปรียบเหมือนที่เราเคี้ยวลูกชิ้นเอ็นปัจจุบันคอลลาเจนถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น ทางการแพทย์ใช้เพื่อลดอาการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้เป็นสารบุร่องเหงือก ตลอดจนใช้เป็นเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัย ลบริ้วรอยปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนคือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดดจ้าที่เข้มข้นด้วยรังสี UV เกินปกติ มลพิษต่างๆ การสูบบุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลทำลายผิวหนังในชั้นกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือคอลลาเจน และอิลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวหนังดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่นดี และควบคุมความชุ่มชื้น ซึ่งจะถูกทำลายให้บางลงในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว เราจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังจะมีความเต่งตึง เนื่องมาจากคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายแข็งแรง แต่กระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายโดยเฉพาะที่ผิวหนังนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆเมื่อยิ่งสูงวัยขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจน จนถึงจุดหนึ่งการสูญเสียคอลลาเจนตามธรรมชาติเกิดมากกว่าการสร้าง ส่งผลทำให้ชั้นผิวหนังยุบและทรุดตัวลงอันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย
--- สนใจสั่งซื้อ Collagen กดที่นี้เลยครับ ---
ป้ายกำกับ:
คอลลาเจน,
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงกระดูก,
บำรุงผิว,
Collagen
Grape seed Extract สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract)
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (grape seed extract) เป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่เรียกว่า “โอลิโกเมอริก โปรแอนโทไซยานิดีน หรือโอพีซี (oligomeric proanthocyanidins: OPC)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่าวิตามินอี 50 เท่า ช่วยต่อต้านการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวหนังที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเป็นโครงสร้างหลักในผิว ทำหน้าที่ค้ำจุนและให้ความยืดหยุ่น หากถูกทำลายไปก็จะเกิดรอยเหี่ยวย่นที่มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนเซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า (ชั้นนอกสุด) หากถูกทำลายจะปรากฏรอยแห้งกร้าน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจึงช่วยรักษาความกระชับ เต่งตึงของผิว ขณะเดียวกันก็ป้องกันริ้วรอยหยาบกร้านได้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิวบริเวณที่ดำคล้ำลง จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส จึงทำให้เมล็ดองุ่นสกัดถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์เเละอาหารเสริม
สารสกัดจากเมล็ดองุ่นไม่เพียงแค่มีประสิทธิในการดูแลผิวพรรณของคุณเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของคุณด้วย เช่น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการมือและเท้าชา รักษาเส้นเลือดขอด ชะลอความเสื่อมของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก
สามารถทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี
ประโยชน์ Grape seed
ประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สาร OPCs ที่พบได้ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น
ปี 1995 ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่อสุขภาพของดวงตา โดยทดลองกับอาสาสมัครที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบตลอดทั้งวันจำนวน 75 คน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องสายตา กล้ามเนื้อตาเกร็ง เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 300 มิลลิกรัมต่อวัน ผลปรากฏว่าอาสาสมัครมีปัญหาเรื่องสายตาลดน้อยลง อาการปวดตาและกล้ามเนื้อตาเหนื่อยล้าก็หายไปด้วย แถมยังทำให้มีแววตาสดใสเป็นประกาย
นอกจาก OPCs จะช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีแล้วยังนำมาใช้กับการรักษาโรค และอาการผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ เช่น ช่วยลดอาการอักเสบของแผลและผิวหนัง ช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ
เป็นสารซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประสิทธิภาพสูง
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสารสำคัญคือ OPCs ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเสื่อมหรือถูกทำลายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระ
ช่วย ในการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตผ่านระบบหลอดเลือดฝอยไปทั่วร่างกายมากขึ้น ป้องกันอาการเส้นเลือดฝอยเปราะ และแตกง่าย อันเป็นผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โดยยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด
ช่วย เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโปรตีนคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) บำรุงผิวพรรณทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเรียบลื่น และเพิ่มความแข็งแรงยืดหยุ่นของเอ็นยึดข้อต่อและกระดูกอ่อน
ป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพจากอาการเบาหวาน
คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหน้าเนียนใส เปล่งปลั่ง ชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ดีเยี่ยม
สาร OPCs ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานินที่มีมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระ ฝ้า และความหมองคล้ำบนผิวหน้า
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสาร OPCs ในปริมาณสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์ในการยับยั้ง เอนไซม์ คอลลาจิเนส (Collaginase) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อ คอลลาเจนถูกทำลาย สาร OPCs จะช่วยรักษาความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจน และช่วยเสริมความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง
สรุปประโยชน์ Grape seed
- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอด
- เสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจน
- ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมทำลายของอวัยวะต่างๆ และช่วยชะลอการแก่ก่อนก่อนวัย
- ยับยั้งการเกิดเม็ดสี เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นฝ้า กระ
- และเสริมการทำงานของกลูต้าไธโอน
ขนาดรับประทาน
ปริมาณของสารสกัดจากองุ่นที่แนะนำให้รับประทานเพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคและช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ 50 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับขนาดรับประทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคควรเพิ่มขึ้นเป็น 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน
--- สนใจสั่งซื้อ Grapeseed Extract ---
ป้ายกำกับ:
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงผิว,
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น,
grape seed extract
Coenzyme Q10 โคเอนไซม์คิวเท็น บำรุงหัวใจ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
โคเอนไซม์ Q10
สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอการสูญเสียไฮยาลูโรเนดในผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างพลังงาน จึงพบโคเอนไซม์ Q10 มากในผิวและอวัยวะที่ต้องการพลังงาน เช่น หัวใจ
ตับ มีการทดลองมากมายพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์ Q10 อย่างการทาจะป้องกัน UVA ได้ดี ผลพลอยได้คือช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในผิว ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้สวยขึ้นภายใน 6 เดือน ปกติร่างกายจะสังเคราะห์โคเอนไซม์ Q10 จากอาหารประเภท
โปรตีน คือ ปลาและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและหัวใจ มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า Q10 ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ถ้าขาด Q10 กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลงและทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีการใช้ Q10 เกี่ยวกับการช่วยบำรุงหัวใจอย่างกว้างขวาง
บุคคลใดที่ต้องการอาหารเสริมสำหรับผิว ?
1.หากอายุมากกว่า 20 ปี ระบบซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะด้อยประสิทธิภาพลง ประกอบกับฮอร์โมนที่ลดลงและภูมิคุ้มกันไม่สมดุลจึงส่งผลต่อผิว
2.การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือการกินอาหารที่มีสารพิษเจือปนทำให้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อร่างกายได้
3. เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะ หรือมีความเครียดในการทำงานสูง
ประโยชน์ของ Q10
1.โรคหัวใจและหลอดเลือด
ใน ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ คลอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเกินไป จนทำให้ไปอุดตามหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน ซึ่ง Q10 ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไปยับยั้งไม่ให้ คลอเลสเตอรอล จับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด
นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันประชาชนประมาณ 1 ใน 3 มี ปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคดังกล่าวถือว่าเป็นภัยเงียบต่อกลุ่มคนดังกล่าว และก็เชื่อกันว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักมีอาการขาด Q10 การรับประทาน Q10 อาจจะช่วยให้อาการความดันโลหิตสูงดีขึ้น และยังช่วยอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า Q10 มีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ และหลอดเลือดอย่างชัดเจน
2.โรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคของการเสื่อมทางสติปัญญาที่พบได้เมื่อวัยมากขึ้น การรับ Q10 เข้าไปในร่างกายสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เนื่องจากใน Q10 มี ฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) ช่วย การทำงานของต่อมไทรอยด์ให้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่ประกอบด้วย ไอโอดีนทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อารมณ์ดี ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำดีขึ้น
และเนื่องจากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระของ Q10 ที่สามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง และโรคชรา จะเห็นได้ว่าหมอบางคนแนะนำให้กับผู้ป่วยที่อายุเกินกว่า 50 ปีขึ้นไปให้รับประทาน Q10 เพื่อ ที่จะช่วยอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยชลอการทำลายของเซลสมองอันเนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคชรา แต่อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
3. ลดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง
Q10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant) มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง ซึ่งหมายถึง ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้ โดยให้กลุ่มทดลองใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ 0.3% ทารอบดวงตาเป็นเวลานาน 6 เดือน พบว่า ความลึกของริ้วรอยลดลงถึง 27% เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ ดังนั้น Q10 จึงมีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี
ป้ายกำกับ:
โคเอนไซม์คิวเท็น,
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงหัวใจ,
Q10
Vitamin-C วิตามินซี แก้หวัด บำรุงผิว ประโยชน์อีกมากมาย
วิตามินซี (Vitamin C) คืออะไร
ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลง
ประโยชน์ของ วิตามินซี
เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น
นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ
- วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้
- วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน
- หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
- เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
- เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง
- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%
- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
- ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
- ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม
หากเราได้รับ วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทาน วิตามินซี แม้จะรับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000 - 18,000 มิลลิกรัม
ข้อปฏิบัติในการรับประทานเพื่อประโยชน์สูงสุด
- เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ วิตามินซี
- เพื่อสุขภาพทั่วไป ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน
- สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด
- การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน สามารถแบ่งรับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน
- การรับประทาน วิตามินซี ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือทานอาหารก่อนการรับประทาน
- ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี ชนิดพิเศษพวก Esterifies วิตามินซี จะให้ผลดีกว่าวิตามินซีแบบธรรมดา
ข้อควรระวัง
- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium
- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาดของผลตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้
- วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กเกิน
---สนใจสั่งซื้อ Vitamin C กดที่นี้เลยครับ---
ป้ายกำกับ:
แก้หวัด,
ต่อต้านอนุมูลอิสระ,
บำรุงผิว,
วิตามินซี,
vitamin c
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)