แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดัน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Red Yeast Rice ข้าวแดงหมักยีสต์





สารสกัดจากเรดยีสต์ไรซ์ (Red Yeast Rice Extract)

   เรดยีสต์ซ์ คือข้าวแดงที่ได้จากการหมักด้วยเชื้อราโมแนสคัส (Monascus Purpureus) ซึ่งได้ใช้มามากกว่าพันปีในประเทศจีนเพื่อใช้ในการเก็บรักษาอาหาร (Food preservative) และใช้เป็นสีอาหาร (Food colorant) ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ไวน์แดง เต้าหู้ยี้ มิโซะ สาเก เป็นต้น ในประเทศจีนได้ใช้เป็นยาสมุนไพรจีนโบราณ ที่ ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น (Improving blood circulation) ช่วยในการบรรเทาการย่อยอาหารที่ไม่ดี และท้องเสีย (For alleviating indigestion and diarrhea) แต่ในปัจจุบัน เรดยีสต์ไรซ์ ได้มีการพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ของจีน และอเมริกาให้ใช้ในการลดไขมันโคเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ในหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดต่างๆ ของร่างกาย (Including lower blood lipids, cholesterol and triglycerides) ช่วยลดความดันโลหิต

   ในการวิจัยล่าสุดพบว่า คนที่มีไขมันในเลือดสูงเมื่อรับประทาน Red Yeast Rice และน้ำมันปลา พร้อมๆ กับการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการทำเทคนิคผ่อนคลาย จะช่วยลดไขมันร้าย ในเลือดลงได้ร้อยละ 40 หรือเทียบเท่ากับการรับประทานยาลดไขมัน ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลงได้

---สนใจสั่งซื้อ Red Yeast Rice กดที่นี้ครับ---

Garlic กระเทียม เพื่อสุขภาพ




ประโยชน์ของกระเทียม (Garlic)

     การศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียมมีดังนี้

1.ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม
2.ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
3.ลดความดันโลหิตสูง
4.ลดไขมันและคอเลสเตอรอล
5.ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว
6.ลดน้ำตาลในเลือด
7.ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้
8.ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม
9.รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
10.เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ
11.รักษาโรคไอกรน
12.แก้หืดและโรคหลอดลม
13.แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย
14.ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย
15.ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี
16.แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น
17.แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย
18.ต่อต้านเนื้องอก
19.กำจัดพิษตะกั่ว
20.บำรุงร่างกาย

---สนใจสั่งซื้อ Garlic กดที่นี้ครับ---

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Selenium ซีลีเนียม ประโยชน์ที่มากคุณค่า

ซีลีเนียม (Selenium)

     ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับกระบวนการเมทาบอลิซึม ช่วยให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และยังพบในอสุจิ การขาดซีลีเนียมอาจทำให้เพศชายเป็นหมันได้

หน้าที่สำคัญของซีลีเนียม


     ซีลีเนียมช่วยกระตุ้นเอนไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส จึงช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้สามารถต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ดี
     ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับการมองเห็นบำรุงสุขภาพผิวและผม ช่วยป้องกันรังแค ลดการอักแสบ และบรรเทาอาการต่างๆ ของสตรีวัยหมดประจำเดือน

ข้อมูลทั่วไป

- ซีลีเลียม เป็นเกลือแร่ส่วนน้อยที่สำคัญต่อร่างกาย ถึงแม้จะพบในร่างกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม  ซีลีเนียม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติหน้าที่ของวิตามินอี เกลือแร่ชนิดนี้มีจะถูกกระทบเทือน หรือถูกทำลายโดยความร้อน อาหารที่ปรุงแบบสลับซับซ้อนหรืออาหารแปรรูป เช่น พวกข้าวทำเป็นแป้งจะสูญเสีย ซีลีเนียม ไป 50-75% และถ้าต้มจะสูญเสียไปประมาณ 45 %


ประโยชน์ของซิลีเนียมในการรักษาโรค

- มะเร็ง มีรายงานว่าผู้ที่กินอาหารซึ่งมีซิลีเนียมสมบูรณ์เพียงพอ จะมีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งต่ำกว่ากลุ่มคนที่กินอาหารที่มีซิลีเนียมปริมาณต่ำ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาว่าการกินผลิตภัณฑ์เสริมซิลีเนียมนั้นช่วยลดโรคมะเร็งหลายชนิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งลำไส้ตรง

- กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับซิลีเนียมต่ำอาจทำให้ไวรัสธรรมดาในร่างกายออกกฤทธิ์เป็นเชื้อโรคได้ ผลิตภัณฑ์เสริมซิลีเนียมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายสามารถป้องกันโรคติดเชื้อได้ดีขึ้น

- รักษาสิว ร่างกายจำเป็นต้องใช้ซิลีเนียมในการผลิตเอนไซม์ชื่อ กลูทาไทโอน ในการศึกษาผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะสิวหนองกำเริบรุนแรงพร้อมกับการทำงานของเอนไซม์กลูตาไธโอนเพอร์ออกซิเดสอยู่ในระดับต่ำนั้น พบว่าเมื่อเสริมด้วยซิลีเนียม 200 มิลลิกรัม วิตามินดี 10 มิลลิกรัมร่วมกัน อาการกลับดีขึ้นใน 6-12 สัปดาห์

- สุขภาพหัวใจ ซิลีเนียมมีประโยชน์ต่อหัวใจ โดยช่วยป้องกันอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลายผนังหลอดเลือดแดง และลดการสร้างก้อนไขมันซึ่งจะไปอุดตันที่ผนังหลอดเลือดแดง


แหล่งที่พบ

- อาหาร ที่มี ซีลีเนียม มากที่สุดได้แก่ บริวเวอร์ยีสต์ เครื่องใน กล้ามเนื้อสัตว์ ปลา หอย ข้าวต่างๆที่ยังไม่ขัดสี ซีเรียล และผลิตภัณฑ์ นม นอกจากนี้ได้จากกระเทียม เห็ด บรอคโคลี่ หัวหอม มะเขือเทศ สัตว์ปีก ไข่ และอาหารทะเลต่างๆ
- ปริมาณของ ซีลีเนียม ที่เราได้ จากพืชผักที่ขึ้นอยู่บนดินที่ปลูกถือว่าได้ ซีลีเนียม โดยตรง และจากสัตว์เนื่องจากพืชผักที่เราให้สัตว์กินซึ่งถือว่าได้ ซีลีเนียม ทางอ้อม และบางครั้งพบว่ามีปริมาณ ซีลีเนียม สูง แต่ถ้ามีกำมะถันปนลงไปในปุ๋ยหรือดินที่ปลูก กำมะถันจะกั้นการดูดซึมเกลือแร่ของพืชได้ด้วย เราจะได้ ซีลีเนียม น้อยหรือไม่ได้เลย

อาการขาดซีลีเนียม

- ติดเชื้อได้ง่าย
- ความดันโลหิตสูง
- ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีจุด
- เป็นหมัน
- ต้อกระจก
- เป็นรังเค

---สนใจสั่งซื้อ Selenium กดที่นี้ครับ---

Omega 3 โอเมก้า3 บำรุงสมอง ความจำ


โอเมก้า 3 
เป็นโมเลกุลของกรดไขมันที่ทำให้และซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายและอวัยวะ พวกเขาสามารถเพิ่ม"คอเลสเตอรอล"ดี (HDL) เพื่อช่วยเส้น unclog และหลอดเลือด Omega - 6 เป็นกรดไขมัน pro อักเสบและโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันต้านการอักเสบ . สังคมสมัยใหม่ของเรากินในปริมาณมากเกินไปอาหารที่เต็มไปด้วยอันตราย Omega - 6 น้ำมัน . อาหารของเรามากขาดโอเมก้า 3 อาหารและ โอเมก้า 3 เสริมเป็นความจำเป็น โอเมก้า 3 เสริมเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่แนะนำตอนนี้โดยแพทย์สุขภาพหัวใจเผาผลาญดีขึ้นและสมอง

ประโยชน์ของ Omega 3


    คอเลสเตอรอลสูง : หนึ่งที่ใช้ปริมาณมากกรดไขมันโอเมก้า 3 มีแนวโน้มที่จะมีเพิ่ม HDL ("ดี") คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลดลง
    ความดันโลหิตสูง : วิจัยชี้ให้เห็นว่าอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 มีกรดไขมันความดันโลหิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญในบุคคลที่มีความดันโลหิตสูง
    โรคหัวใจ : หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดเพื่อช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจคือการกินอาหารไขมันต่ำแทนอาหารที่อุดมไปด้วยอิ่มตัวและไขมันทรานส์กับผู้ที่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว monounsaturated และ (รวมทั้งไขมันโอเมก้า 3 กรด) ปริมาณกรดไขมันโอเมก้า 3 (เบื้องต้นจากปลา) ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจาก buildup หินปูนและอุดเลือดในหลอดเลือดแดงที่นำไปสู่สมอง
    เบาหวาน : บุคคลที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานมักจะมีไตรกลีเซอไรด์สูงและระดับ HDL ต่ำ กรดไขมันโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลาจะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และ apoproteins (เครื่องหมายของโรคเบาหวาน) และเพิ่ม HDL ดังนั้นผู้ที่มีโรคเบาหวานประโยชน์จากการกินอาหารที่อุดมด้วยกรดโอเมก้า 3 ไขมัน
    โรคไขข้อ 3 กรดไขมันโอเมก้าเสริมลดอ่อนโยนในข้อต่อตึงเช้าลดลงและให้การอักเสบลดลงในปริมาณยาที่จำเป็นสำหรับคน rheumatoid กับ
    โรคกระดูกพรุน : กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยเพิ่มระดับของแคลเซียมในร่างกายฝากแคลเซียมในกระดูกและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก
    Depression : คนที่ไม่ได้รับโอเมก้า 3 กรดไขมันเพียงพอหรือไม่รักษาสมดุลสุขภาพของโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 ในอาหารที่อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในภาวะซึมเศร้า กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท จะช่วยให้เซลล์ประสาทติดต่อกันซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสุขภาพจิตดี
    Burns : กรดไขมันระเหยได้ถูกนำมาใช้เพื่อลดการอักเสบและส่งเสริมการรักษาแผลในเผาเหยื่อ
    หอบหืด : งานวิจัยทางคลินิกแสดงว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 เสริม (ในน้ำมันเมล็ดรูป perilla ของ) อาจลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของปอดในผู้ใหญ่ที่มีโรคหอบหืด
    มะเร็งลำไส้ใหญ่ : ปริมาณการบริโภคที่สำคัญของอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 จะปรากฏขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ของ การศึกษาทางคลินิกมีรายงานว่าระดับต่ำของกรดไขมันโอเมก้า 3 ในร่างกายมี marker เพื่อเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
    มะเร็งเต้านม : แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดไม่ยอมรับหญิงที่ประจำบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 มากกว่าหลายปีอาจจะน้อยกว่าการพัฒนามะเร็งเต้านม
    มะเร็งต่อมลูกหมาก : เช่นมะเร็งเต้านมสมดุลของโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 จะปรากฏเป็นความสำคัญอย่างยิ่งในการลดภาวะความเสี่ยงนี้ของเกินไป

---สนใจสั่งซื้อ Omega 3 กดที่นี้ครับ---

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Omega 3-6-9 ประโยชน์ของโอเมก้า 3-6-9 บำรุงสมอง คุมความดัน



โอเมก้า 3 (Omega 3)

พบมากในปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน และปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีไขมันที่เรียกว่า Fish Oil (น้ำมันปลา ไม่ใช่น้ำมันตับปลา) และพบในพืชบางชนิด เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน

ร่างกายของเราต้องการกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) 2 ชนิด กรดไขมันกลุ่ม Omega-3 เป็นหนึ่งในกรดไขมันที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ สาระสำคัญที่อยู่ในกลุ่ม Omega-3 แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ EPA และ DHA ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้

กลไกของกรดไขมัน omega-3 ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอยู่หลายประการ เช่น EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และseries-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือดทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด นอกจากนี้กรดไขมัน omega-3 ยังช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสาร Endothelium สารEndothelium Derived Releasing Factor (EDRF) ในการลดความดันโลหิต และลดการสร้าง Triacylglycerols และ triglycerides ในตับส่งผลให้ cholesterol และ lipoprotein LDL ลดลง

ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า EPA ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ series-4 leucotriene (LTB-4) ซึ่งเนื้อเยื่อในร่างกายสามารถสร้างได้จากกรดไขมัน omega-6 แต่ถ้าเป็นกรดไขมัน omega-3 หรือ EPA แล้วร่างกายจะสร้างเป็น LTB-5 แทน ซึ่งไม่มีผลร้ายต่อร่างกาย

EPA จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ การสังเคราะห์ prostaglandin และลดการหลั่ง serotoninของเกร็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกร็ดเลือดลดลง ในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมองดังนั้นการให้ EPA จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้กรดไขมัน omega-3อาจจะมีปัญหาในผู้ที่ป่วยด้วยโรคบางประเภท เช่น ในกรณีของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งinsulin (NIDDM) พบว่าอาจจะทำให้การ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำไม่ได้ เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิด
glycerol จากการย่อยสลายน้ำมันปลาผ่านเข้าสู่กระบวนการสร้าง glucose (gluconeogenesis) มากขึ้นระดับ glucose จึงสูงขึ้นถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้

ในด้านพัฒนาการของร่างกายมีราย งานว่าพบกรดไขมัน DHA สะสมอยู่มากที่บริเวณสมองและเรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มี DHA สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่า DHA จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการมองเห็นของทารก จึงมีข้อแนะนำให้เสริม DHA ในนมสูตรที่ใช้เลี้ยงทารกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า DHA อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด Alzeimer's disease ได้และยังจะลดอาการซึมเศร้าในคนชราที่มี cholesterol ต่ำด้วย

ประโยชน์ ของ Omega3
1.ลดการเกิดลิ่มเลือดในเลือด
2.ช่วยควบคุมไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด
3.ช่วยควบคุมความดันโลหิต
4.ช่วยควบคุมอาการอักเสบ ปวด บวม อาการปวดข้อรูมาตอยด์\
5.ป้องกันการอักเสบของอวัยวะต่างๆ และโรคผิวหนังบางชนิด
6.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดอุดตันเฉียบพลัน
7.ลดความหนืดของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
8.มีกรดไขมัน DHA ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและเรตินาของดวงตา


โอเมก้า 6 (Omega 6)
เราสามารถพบได้ในน้ำมันพืชและถั่วชนิดต่างๆ ในขณะที่กรดโอเมก้า-3 นั้นจะพบได้ในปลาต่างๆ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า และในกรดโอเมก้า-6 นั้นยังมีกรดไขมันแบบไม่อิ่มตัวหรือ Polyunsaturated fatty acids (PUFA) ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การทำงานของสมองและหัวใจ
กรดโอเมก้า-6 นั้น ร่างกายของคนเราไม่สามารถผลิตไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้ขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องรับจากอาหาร นักวิจัยแนะนำว่า เมื่อประกอบอาหารเราจึงควรใช้ไขมันแบบไม่อิ่มตัวทดแทนไขมันอิ่มตัวซึ่งเป็นไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู เนย ครีม เป็นต้น

ผลงานการวิจัยในครั้งนี้ถูกเปิดเผยโดย Dr.William Harris เผยแพร่ในวารสาร Journal of the American Heart Association กล่าวว่า การได้รับปริมาณกรดโอเมก้า-6 นั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละเพศ วัย อายุ และลักษณะกิจกรรมที่ทำ แต่โดยมากจะอยู่ที่ระหว่าง 12-22 กรัมต่อวัน
แต่จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการวิจัยนี้ก็เพื่อที่จะออกมาบอกให้คนรับทราบว่า การเพิ่มอาหารที่มีโอเมก้า-6 เข้าไปในอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำนั้น สามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างง่ายดาย
แต่จากกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมการทดลอง พิสูจน์ให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารโอเมก้า-6 นั้น เป็นโรคหัวใจในระดับที่ต่ำกว่า และตัวเลขแสดงจำนวนครั้งที่เกิดหัวใจวายต่ำกว่า
ส่วนในการวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งก็พบว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจนั้นมีระดับกรดไขมันโอเมก้า-6 ในเลือดต่ำกว่าคนปกติที่มีสุขภาพดี

Dr.William Harris กล่าวว่า เมื่อเราหันมารับประทานอาหารที่มี โอเมก้า-6 แทนไขมันอิ่มตัว ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจะลดลง และนี่เองที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภค โอเมก้า-6 มีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงกว่า

โอเมก้า 9 (Omega 9)
ถ้าจะกล่าวว่าการพบกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ทั้ง 3 ชนิด คือ โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 อยู่ด้วยกันในน้ำมันจมูกข้าวเป็นเรื่องอัศจรรย์ก็กล่าวได้เพราะพืชในโลกนี้นับล้านๆ ชนิด จะหากรดไขมันทั้ง 3 ชนิดอยู่รวมกันน้อยมาก แต่สำหรับน้ำมันจมูกข้าวซึ่งสกัดจากจมูกข้าวและรำข้าวได้พบกรดไขมันทั้ง 3 ชนิดอยู่ด้วยกันในอัตรา 1:2:1 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับร่างกาย ดังนั้นการรับประทานน้ำมันจมูกข้าวจึงได้กรดไขมันที่สำคัญทั้ง 3 ชนิดอย่างเพียงพอ

สำหรับโอเมก้า 9 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เลซิติน ที่พบในน้ำมันจมูกข้าว มีหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ลดคอเลสเตอรอลโดยรวม ทำให้เส้นเลือดไม่อุดตัน ไม่เป็นโรคหัวใจ บำรุงสมองช่วยให้ความจำดี ไม่เป็นโรคสมองเสื่อม ไม่เป็นโรคพากินสันส์ และเลซิตินยังช่วยลดความอ้วนได้ดีด้วย

---สนใจสั่งซื้อสินค้า Triple Omega 3-6-9 กดที่นี้เลยครับ---