แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงผิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บำรุงผิว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Wrinkle Raider ลบรอยตีตาที่สาวๆไม่ต้องการได้ ผสม Vtamin C Alpha Lipoic DMAE



Ester C (Vitamin C)
   เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น


Alpha Lipoic Acid

กรดอัลฟาไลโปอิคใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาและป้องกันเชื้อโรคได้หลาก หลาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเซลล์ แหล่งที่มาทั่วไปของอนุมูลอิสระคือ อาหารทอด, ควันบุหรี่, ควันพิษ และมลภาวะต่าง ๆ

หน้าที่หลักของกรดอัลฟาไลโปอิคคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูตาไธ โอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พบได้มากในผักและเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิคสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถไปเลี้ยงเซลล์ได้ทุกส่วน ความสามารถอันยอดเยี่ยมนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่ อยู่ในร่างกาย และยังต่อต้านการอักเสบอันเป็นเหตุให้เกิดสิว ช่วยรักษาการอักเสบไม่ให้สิวนั้นอักเสบลุกลามมากไป

กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นทำงานร่วมกับวิตามินบี ซี และอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ เพื่อให้เซลล์ร่างกายทำงานกันอย่างปกติ พึงระลึกไว้ว่าวิตามินเหล่านี้มีหน้าหลักในการต้านแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ของสิวและช่วยให้การรักษาสิวที่เกิดขึ้นเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น กรดอัลฟาไลโปอิคช่วยให้วิตามินเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ หรือหมุนเวียนกลับมาใหม่ ช่วยให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้น

กรดอัลฟาไลโปอิคทำความสะอาดและทำให้ผิวบริสุทธิ์ โดยการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการเกิดสิว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือดไปยังประสาท ดังนั้นผิวก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุง ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น

กรดอัลฟ่าไลโปอิคช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลาง เนื่องจากมีปริมาณของ Sulfur เป็นองค์ประกอบด้วย จึงช่วยลดการบวมและอาการผิวแดงจากสิว กรดอัลฟ่าไลโปอิคนั้นถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากตัวหนึ่ง เนื่องจากสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้ง่ายและสามารถเลี้ยงไปทั่วร่างกาย

DMAE
   เป็นสารตามธรรมชาติช่วยในการสังเคราะห์ Acetylcholine
ร่างกายเราสามารถผลิต DMAE ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปกติถ้าได้รับ DMAE ในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้สมองทำงานได้ปกติ
   ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมการสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆได้อีกด้วย และยังทำให้ผิวกระชับ สดใส ดูดี อย่างเห็นได้ชัด



--- สนใจสั่งซื้อ Wrinkle Raider ---

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Bee Pollen Complex เกสรผึ้ง คุณสมบัติที่มีมากมาย



เกสรผึ้ง Bee Pollen Complex  หรือบีพอลเลน

   คือละอองเม็ดเล็ก ๆ คล้ายฝุ่นแป้งที่เกิดและหลุดจากช่อเกสรตัวผู้ของดอกไม้ ที่ผึ้งเป็นผู้รวบรวมคลุกเคล้ากับน้ำหวานของดอกไม้ และทำเป็นก้อนเล็ก ๆ ติดไว้ที่ปลายขาหลังทั้งสองข้าง แล้วนำไปเก็บไว้ในรังเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงตัวอ่อน
   ผึ้งงาน 1 ตัว จะรวบรวมเกสรได้ 4 ล้านอณูใน 1 ชั่วโมง, ละอองเกสร 1 ช้อนชา จะมีเกสรถึง 25 พันล้านอณู ซึ่งแต่ละอณูสามารถเจริญเป็นผลไม้ได้ 1 ผล หรือต้นไม้ 1 ต้น เกสรผึ้งอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมาก

ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง   
  
- เกสรผึ้งอุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น
- โปรตีน เป็นส่วนใหญ่และโปรตีนนี้มีประโยชน์ต่อผึ้ง และมนุษย์สูงกว่าเนื้อ นม ไข่ ถึง 5 เท่า ในขนาดที่มีน้ำหนักเท่ากัน
- วิตามิน 16 ชนิด ได้แก่ วิตามินบีคอมเพล็กซ์, วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินดี, วิตามินเค
- กรดอะมิโน 18 ชนิด และมีชนิดที่จำเป็นในการช่วยควบคุมน้ำหนัก
- เอนไซม์ 18 ชนิด
- แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซี่ยม, เหล็ก, ทองแดง, ไอโอดีน และสังกะสี ฯลฯ

คุณประโยชน์

- บีพอลเลน อุดมไปด้วยสารอาหารธรรมชาติที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
- มีคุณสมบัติในการดูดซับวิตามินและแร่ธาตุ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารและแร่ธาตุต่างๆไปใช้อย่างเต็มที่
- เป็นสารกระตุ้นทางชีวภาพ ที่ช่วยละจิตใจตอบสนองต่อการเผชิญต่อสถานการณ์ต่างๆ อีกทั้งไทอามินในวิตามินบี 1 ยังช่วยกระตุ้นการตื่นตัวของระบบสอง ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่น และมีสมาธิ ทั้งยัง   สามารถช่วยลดอาการอ่อนเพลียทั่วไป อาการเฉื่อยชา ไม่ยินดียินร้าย
- ช่วยปรับสภาพผิวให้กับสตรีที่ตั้งครรภ์ ผิวตกกระ หรือมีรอยแผลเป็น นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของเกสรดอกไม้ นมผึ้ง และน้ำผึ้งจากแหล่งธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย
- เสริมสร้างให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนอย่างสมดุล กระตุ้นการเติบโตของเนื้อเยื่อผิว
- ช่วยเสริมสร้างพลังงาน ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย รวมถึงระบบต่อมไร้ท่อ
- ลดอาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า คืนความชุ่มชื้นแก่ผิว ผิวพรรณจึงสดใส ดูอ่อนกว่าวัย นอกจากนั้นยังช่วยให้ผมที่หลุดร่วงง่ายกลับงอกใหม่มีชีวิตชีวา เนื่องจากมีส่วนผสมของซีสเตอีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สำคัญที่เป็น   ปัจจัยให้เส้นผมงอกงาม
- ลดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของโรคไขข้อเสื่อม และการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอกและการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจนในลูกอัณฑะ
- มีฤทธิ์ในการบำบัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกัน และบำบัดอาการติดเชื้อจากไวรัส หรือแบคทีเรีย
- เพิ่มสมรรถภาพทางร่ายกายและจิตใจ ตลอดจนช่วยกระตุ้นกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีผลในการเป็นยาบำรุงอีกด้วย
- สารสกัดจากเกสรดอกไม้ ยังช่วยรักษาคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ในฮ่องกงจำนวน 88 ราย โดยการค้นคว้าและทดลองของ ดร. Stephen Mark Vendel ที่ประสบความสำเร็จในการรักษาคน   ไข้โดยการใช้สารสกัดจากเกสรดอกไม้ในปีค.ศ. 1975
- เห็นผลอย่างชัดเจนมาก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการปัสสาวะบ่อย และฝ้า

---สนใจสั่งซื้อ Bee Pollen Complex กดที่นี้---

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Vitamin E Cream บำรุงผิวพรรณ


วิตามินอี คืออะไร?

   วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (tocopherol) เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับเป็นประจำทุกวัน มีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลือง และละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดี และวิตามินเค วิตามินอี มีหลายชนิด ได้แก่ แอลฟา เบตา แกมมา และซิกมา โทโคเฟอรอล โดยชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด คือ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha-tocopherol)

  วิตามินอีกับผิวพรรณ

      สถาบันโรคผิวหนังหลายแห่งมีการวิจัยพบว่าวิตามินอีช่วยป้องกันผิวจากการไหม้ เกรียม ริ้วรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานหรือการทาที่ผิวหนังโดยตรง เนื่องจากการเกิดแผลหรือการอักเสบบนผิวหนัง หรือการถูกแสงแดดเผาไหม้จะทำให้เกิดการสะสมของอนุมูลอิสระขึ้น วิตามินอีจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระก่อนที่จะทำให้ เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเครื่องสำอางจึงนิยมนำวิตามินอีมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

 ---สนใจสั่งซื้อ Vitamin E Cream กดที่นี้ครับ---

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

SOD Superoxide Dismutase บำรุงผิว ต้านมะเร็ง อีกมากมาย


SOD (Superoxide Dismutase)

เสริมการสร้างกลูต้าไธโอนในร่างกายทำให้ขาวได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
แนะนำทานควบคู่ กลูต้าไธโอน หรือ ทานควบคู่ NAC คะเพื่อเร่งให้ผิวขาวขึ้น

SOD มีประโยชน์และสำคัญอย่างไร?

    ปรับสภาพผิวให้เนียนนุ่ม และชะลอการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนทางผิวหนัง เสริมสร้างให้ผิวมีความ ยืดหยุ่น ไม่แห้งขจัดริ้วรอยด่างดำ สิว กระ ฝ้า อาการคันที่ผิวหนัง และการสูญเสีย คอลลาเจน
สมานผิวจากการเป็นแผล ริ้วรอยที่เกิดจากสิวเสี้ยน ลดรอยแผลเป็นให้จางลง
เสริมสุขภาพ บำรุง และเสริมความสมดุลของร่างกาย ชะลอการแก่ก่อนวัย

ประสิทธิภาพ

    ขจัดอนุมูลอิสระในเลือด ปกป้องคลอลาเจน คงความชุ่มชื้นแก่ผิว
ชะลอการเปลี่ยนแปลงโปรตีนทางผิว คงความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

ประโยชน์ด้านความงาม

    ปรับสภาพผิวให้ขาวนวลเนียน สว่าง กระจ่าง สดใส ไร้กระ,ฝ้า,จุดด่างดำ ลดริ้วรอยแผลเป็นให้จางลง

ประโยชน์ด้านการเสริมสุขภาพ

    มีสารต้านมะเร็งสูง ทำให้ช่วยป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอล ช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนของโลหิต ระบบการย่อยอาหาร ลดความดัน รวมทั้งช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ชะรอความเสื่อมสภาพของการทำงานของอวัยวะ ความชรา

---สนใจสั่งซื้อ SOD กดที่นี้ครับ---

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กรดอัลฟาไลโปอิค (Alpha Lipoic Acid) ลดสิว ต่อต้านอนุมูลอิสระ และอีกมากมาย



กรดอัลฟาไลโปอิค(Alpha Lipoic Acid)

หนึ่งในอาหารเสริมที่ช่วยทำให้สิวดีขึ้น สามารถลดการอักเสบและรอยแดงจากสิวต่อต้านอนุมูลอิสระ  เราจะเห็น Alpha lipoic acid ที่ขายกันในบ้านเราในรูปของอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องผิวพรรณ
กรดอัลฟาไลโปอิคใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อรักษาและป้องกันเชื้อโรคได้หลากหลาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย และปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย อนุมูลอิสระเป็นตัวการสำคัญในการทำลายเซลล์ แหล่งที่มาทั่วไปของอนุมูลอิสระคือ อาหารทอด, ควันบุหรี่, ควันพิษ และมลภาวะต่าง ๆ

กรดอัลฟาไลโปอิคทำหน้าอะไร


หน้าที่หลักของกรดอัลฟาไลโปอิคคือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ง่าย พบได้มากในผักและเนื้อสัตว์ เนื่องจากกรดอัลฟาไลโปอิคสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถไปเลี้ยงเซลล์ได้ทุกส่วน ความสามารถอันยอดเยี่ยมนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกาย และยังต่อต้านการอักเสบอันเป็นเหตุให้เกิดสิว ช่วยรักษาการอักเสบไม่ให้สิวนั้นอักเสบลุกลามมากไป

กรดอัลฟาไลโปอิคนั้นทำงานร่วมกับวิตามินบี ซี และอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ เพื่อให้เซลล์ร่างกายทำงานกันอย่างปกติ พึงระลึกไว้ว่าวิตามินเหล่านี้มีหน้าหลักในการต้านแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวและช่วยให้การรักษาสิวที่เกิดขึ้นเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น กรดอัลฟาไลโปอิคช่วยให้วิตามินเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ หรือหมุนเวียนกลับมาใหม่ ช่วยให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้น

กรดอัลฟาไลโปอิคทำความสะอาดและทำให้ผิวบริสุทธิ์ โดยการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการเกิดสิว และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือดไปยังประสาท ดังนั้นผิวก็จะได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุง ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้น

กรดอัลฟ่าไลโปอิคช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลาง เนื่องจากมีปริมาณของ Sulfur เป็นองค์ประกอบด้วย จึงช่วยลดการบวมและอาการผิวแดงจากสิว กรดอัลฟ่าไลโปอิคนั้นถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากตัวหนึ่ง เนื่องจากสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ด้วยเหตุนี้ร่างกายจึงสามารถดูดซึมได้ง่ายและสามารถเลี้ยงไปทั่วร่างกาย

ประโยชน์ของ ALA (Alpha Lipoic Acid)

- ต่อต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ได้ทั่วร่างกายและมีฤทธิ์แรงกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ คือมีฤทธิ์แรงกว่า CoQ10 ถึง 4-5 เท่า และแรงกว่าวิตามินอี วิตามินซี 50 เท่า

- ช่วยทำให้สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆที่อยู่ในร่างกาย นำกลับมาใช้ใหม่ในร่างกายได้อีกครั้ง เช่น ทำให้กากของวิตามินอี วิตามินซี วิตามินเอ กลูตาไธโอน CoQ10 และอื่นๆ ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้ง

- ช่วยต่อต้านอนุมูอิสระในบริเวณสมองของเราได้ดีที่สุด ช่วยป้องกันโรคทางสมองต่างๆ

- ช่วยเพิ่มระดับสารกลูตาไธโอนในตับ จึงช่วยล้างพิษตกค้างในร่างกายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และมีผลต่อการลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้ดีเยี่ยม

- กรดอัลฟ่าไลโปอิคนอกจากใช้รับประทาน ในต่างประเทศต่างนิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอย เพราะมีคุณสมบัติชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดีกว่าสารตัวอื่น มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดขนาดรูขุมขน ลดการทำลายจากรังสียูวีได้ดีเยี่ยม

- ช่วยลดริ้วรอยทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งมีการทดลองในกลุ่มตัวอย่างยืนยันว่า กรดอัลฟาไลโปอิกช่วยลดริ้วรอยตื้นๆได้มากกว่า 50% อีกทั้งยังทำให้แผลเป็นเนียนเรียบและหายเร็วขึ้น โดยมีการะคายเคืองน้อยกว่า กรดวิตามินเอ (Tretinoin) วิตามินซี และ AHA

แหล่งที่ได้

กรดอัลฟ่าไลโปอิคพบได้ในอาหารบางชนิด อาหารประเภทเนื้อวัวไม่ติดมันหรืออวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ, หัวใจ และไต พบว่ามีปริมาณของกรดอัลฟ่าไลโปอิค และยังพบได้ในผักขม, บล็อกโคลี่, ยีสต์ และมันฝรั่ง

---สนใจสั่งซื้อ Alpha Lipoic Acid กดที่นี้ครับ---

Grape seed Extract สารสกัดจากเมล็ดองุ่น


สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract)

    สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (grape seed extract) เป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่เรียกว่า “โอลิโกเมอริก โปรแอนโทไซยานิดีน หรือโอพีซี (oligomeric proanthocyanidins: OPC)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่าวิตามินอี 50 เท่า ช่วยต่อต้านการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวหนังที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเป็นโครงสร้างหลักในผิว ทำหน้าที่ค้ำจุนและให้ความยืดหยุ่น หากถูกทำลายไปก็จะเกิดรอยเหี่ยวย่นที่มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนเซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า (ชั้นนอกสุด) หากถูกทำลายจะปรากฏรอยแห้งกร้าน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจึงช่วยรักษาความกระชับ เต่งตึงของผิว ขณะเดียวกันก็ป้องกันริ้วรอยหยาบกร้านได้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิวบริเวณที่ดำคล้ำลง จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส จึงทำให้เมล็ดองุ่นสกัดถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์เเละอาหารเสริม

สารสกัดจากเมล็ดองุ่นไม่เพียงแค่มีประสิทธิในการดูแลผิวพรรณของคุณเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของคุณด้วย เช่น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการมือและเท้าชา รักษาเส้นเลือดขอด ชะลอความเสื่อมของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก

สามารถทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี

ประโยชน์ Grape seed

    สาร OPCs ที่พบได้ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น

    ปี 1995 ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่อสุขภาพของดวงตา โดยทดลองกับอาสาสมัครที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบตลอดทั้งวันจำนวน 75 คน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องสายตา กล้ามเนื้อตาเกร็ง เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 300 มิลลิกรัมต่อวัน ผลปรากฏว่าอาสาสมัครมีปัญหาเรื่องสายตาลดน้อยลง อาการปวดตาและกล้ามเนื้อตาเหนื่อยล้าก็หายไปด้วย แถมยังทำให้มีแววตาสดใสเป็นประกาย

    นอกจาก OPCs จะช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีแล้วยังนำมาใช้กับการรักษาโรค และอาการผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ เช่น ช่วยลดอาการอักเสบของแผลและผิวหนัง ช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ

เป็นสารซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประสิทธิภาพสูง

    สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสารสำคัญคือ OPCs ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเสื่อมหรือถูกทำลายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระ

ช่วย ในการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตผ่านระบบหลอดเลือดฝอยไปทั่วร่างกายมากขึ้น ป้องกันอาการเส้นเลือดฝอยเปราะ และแตกง่าย อันเป็นผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โดยยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด

    ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโปรตีนคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) บำรุงผิวพรรณทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเรียบลื่น และเพิ่มความแข็งแรงยืดหยุ่นของเอ็นยึดข้อต่อและกระดูกอ่อน
ป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพจากอาการเบาหวาน
คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหน้าเนียนใส เปล่งปลั่ง ชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ดีเยี่ยม
สาร OPCs ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานินที่มีมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระ ฝ้า และความหมองคล้ำบนผิวหน้า

    สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสาร OPCs ในปริมาณสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์ในการยับยั้ง เอนไซม์ คอลลาจิเนส (Collaginase) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อ คอลลาเจนถูกทำลาย สาร OPCs จะช่วยรักษาความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจน และช่วยเสริมความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง

สรุปประโยชน์ Grape seed

- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอด
- เสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจน
- ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมทำลายของอวัยวะต่างๆ และช่วยชะลอการแก่ก่อนก่อนวัย
- ยับยั้งการเกิดเม็ดสี เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นฝ้า กระ
- และเสริมการทำงานของกลูต้าไธโอน

ขนาดรับประทาน

    ปริมาณของสารสกัดจากองุ่นที่แนะนำให้รับประทานเพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคและช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ 50 มิลลิกรัมต่อวัน

สำหรับขนาดรับประทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคควรเพิ่มขึ้นเป็น 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน


--- สนใจสั่งซื้อ Grapeseed Extract ---

Coenzyme Q10 โคเอนไซม์คิวเท็น บำรุงหัวใจ ต่อต้านอนุมูลอิสระ



โคเอนไซม์ Q10 

 สาร ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอการสูญเสียไฮยาลูโรเนดในผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างพลังงาน จึงพบโคเอนไซม์ Q10 มากในผิวและอวัยวะที่ต้องการพลังงาน เช่น หัวใจ
ตับ  มีการทดลองมากมายพบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโคเอนไซม์ Q10  อย่างการทาจะป้องกัน UVA ได้ดี ผลพลอยได้คือช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและไฮยาลูโรเนดในผิว ทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้สวยขึ้นภายใน 6 เดือน  ปกติร่างกายจะสังเคราะห์โคเอนไซม์ Q10 จากอาหารประเภท
โปรตีน คือ ปลาและเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะตับและหัวใจ มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่า Q10 ช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดียิ่งขึ้น ถ้าขาด Q10 กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลงและทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีการใช้ Q10 เกี่ยวกับการช่วยบำรุงหัวใจอย่างกว้างขวาง

บุคคลใดที่ต้องการอาหารเสริมสำหรับผิว ?

1.หากอายุมากกว่า 20 ปี ระบบซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายจะด้อยประสิทธิภาพลง ประกอบกับฮอร์โมนที่ลดลงและภูมิคุ้มกันไม่สมดุลจึงส่งผลต่อผิว
2.การรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ หรือการกินอาหารที่มีสารพิษเจือปนทำให้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อร่างกายได้
3.  เมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะ หรือมีความเครียดในการทำงานสูง
ประโยชน์ของ Q10
1.โรคหัวใจและหลอดเลือด
ใน ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับปริมาณ คลอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเกินไป จนทำให้ไปอุดตามหลอดเลือดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานผิดปกติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่พอ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายไปบางส่วน ซึ่ง Q10 ช่วยแก้ปัญหาได้โดยไปยับยั้งไม่ให้ คลอเลสเตอรอล จับเป็นก้อนอุดตันเส้นเลือด
นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคความดัน โลหิตสูง ซึ่งปัจจุบันประชาชนประมาณ 1 ใน 3 มี ปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง และโรคดังกล่าวถือว่าเป็นภัยเงียบต่อกลุ่มคนดังกล่าว และก็เชื่อกันว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมักมีอาการขาด Q10 การรับประทาน Q10 อาจจะช่วยให้อาการความดันโลหิตสูงดีขึ้น และยังช่วยอาการแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย
จะเห็นได้ว่า Q10 มีประโยชน์กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคหัวใจ และหลอดเลือดอย่างชัดเจน
2.โรคอัลไซเมอร์
โรค อัลไซเมอร์ เป็นโรคของการเสื่อมทางสติปัญญาที่พบได้เมื่อวัยมากขึ้น   การรับ Q10 เข้าไปในร่างกายสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เนื่องจากใน Q10 มี ฟีนีลอะลานิน (Phenylalanine) ช่วย การทำงานของต่อมไทรอยด์ให้กระตุ้นการเผาผลาญอาหารของร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่ประกอบด้วย ไอโอดีนทำให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัว อารมณ์ดี ลดความซึมเศร้า ช่วยให้ความจำดีขึ้น
และเนื่องจากคุณสมบัติในการต้าน อนุมูลอิสระของ Q10 ที่สามารถช่วยปกป้องการทำลายของอนุมูลอิสระในสมอง และโรคชรา จะเห็นได้ว่าหมอบางคนแนะนำให้กับผู้ป่วยที่อายุเกินกว่า 50 ปีขึ้นไปให้รับประทาน Q10 เพื่อ ที่จะช่วยอาการขี้หลงขี้ลืม และช่วยชลอการทำลายของเซลสมองอันเนื่องมาจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคชรา แต่อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
3. ลดริ้วรอย  ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง

Q10 เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (Antioxidant)  มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลของ Q10 ต่อการลดริ้วรอยว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง   ซึ่งหมายถึง  ทำให้ริ้วรอยนั้นตื้นขึ้นได้ โดยให้กลุ่มทดลองใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ 0.3% ทารอบดวงตาเป็นเวลานาน 6 เดือน พบว่า ความลึกของริ้วรอยลดลงถึง 27% เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมซึ่งไม่ได้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Q10 อยู่ ดังนั้น Q10 จึงมีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้เป็นอย่างดี





L-Cysteine แอล-ซีสเตอีน ประโยชน์ที่ไม่คาดคิด


ประโยชน์ของ L-Cysteine แอล-ซีสเตอีน

   เป็นสารประเภท กรดอะมิโน ชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นในการการสร้าง กลูต้าไธโอนให้กับร่างกาย
โดย L-Cysteine จะทำงานร่วมกันกับ Glycine และ Glutamic acid ที่มีมากในร่างกายเรา มีคุณสมบัติ
ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เรียบ เนียน เปล่งปลั่ง
ฝ้าและ จุดด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน (Bikini line) ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู
   -Detoxification : กลูตาไธโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะ Glutathion-S-transferase ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย
   นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด (Overdose) ฯลฯ
   -Antioxidant : กลูตาไธโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
   -Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไธโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีนและ protaglandin

L-cysteine เป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายผลิตกลูตาไธโอน และไปกดการทำงานของเมลานิน จึงทำให้ผิวขาวขึ้น


---สนใจสั่งซื้อ L-Cysteine กดที่นี้ครับ---

Collagen คอลลาเจน บำรุงผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง





คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน

ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น



อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด



คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น

นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย

ร่างกายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น

โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็งแรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนได้



การสังเคราะห์คอลลาเจน



 ในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเซลล์ชนิดหนึ่งชื่อ ไฟโบรบลาสท์ (Fiberblast) ซึ่งกระจายไปทั่วและมีจำนวนมาก ทำหน้าที่สังเคราะห์ คอลลาเจน (Collagen) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) และยังผลิตอิลาสติน (Elastin) ออกมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย วิธีการผลิตคอลลาเจนของเซลล์ไฟโบรบลาสท์มีลักษณะคล้ายกับวิธีการทำงานของเซลล์ประเภทเม็ดโลหิตขาวขนาดใหญ่ คือ ตรงบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์จะมีพื้นที่เฉพาะ (Receptor) สำหรับให้โมเลกุลของสารเคมีหรืออาจเป็นเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นหรือก่อกวนเซลล์ไฟโบรบลาสท์ให้ทำงานมาเกาะ รูปร่างของโมเลกุลที่เป็นตัวให้สัญญาณจะต้องพอดีกับพื้นที่เฉพาะ (Receptor) นั้น จึงจะเกิดการทำงาน ถ้าจับกันสนิทแนบแน่น เซลล์ไฟโบรบลาสท์ ก็จะเกิดการตื่นตัว (Active) และเร่งผลิตสารเคมี 3 อย่างออกมา ได้แก่ 1) คอลลาเจน (Collagen) ทำให้ผิวตึง แน่น 2) อิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังสามารถโค้งงอได้และเป็นตัวมัดคอลลาเจน และ 3) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติสำคัญคือสร้างความชุ่มชื้น เพราะสามารถดูดน้ำไว้ในตัวเองได้ถึง 1,000 เท่าโดยน้ำหนัก และจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเต็มออกมา ซึ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ



ประโยชน์ของคอลลาเจนคอลลาเจน(Collagen) 



ทำหน้าที่เชื่อมเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายเข้าด้วยกัน ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันในผิวหนังชั้นหนังแท้ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเรียบตึงของผิวหนังทำให้ผิวหนังแข็งแรงและเรียบเนียนในด้านโภชนาการ พบว่าโดยทั่วไปแล้ว โปรตีนเกือบทุกชนิดถูกย่อยด้วยระบบย่อยอาหารในทางเดินอาหารจนได้กรดอะมิโนอิสระ ซึ่งมีครบทั้ง 20 ชนิด แต่จากที่คอลลาเจนเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือให้กรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือคอลลาเจนจะให้กรดอะมิโนอิสระเพียง 5 ชนิด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนนั้น จึงเป็นการรับประทานเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอาประโยชน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของผิวหนังกระดูก กระดูกอ่อน(cartilage) เอ็น (tendons) และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยืดเหนี่ยว (ligaments)เช่น เหงือกของสัตว์ชั้นสูง ดังนั้นเวลาที่เราเคี้ยวคอลลาเจนจึงเปรียบเหมือนที่เราเคี้ยวลูกชิ้นเอ็นปัจจุบันคอลลาเจนถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น ทางการแพทย์ใช้เพื่อลดอาการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้เป็นสารบุร่องเหงือก ตลอดจนใช้เป็นเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัย ลบริ้วรอยปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนคือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดดจ้าที่เข้มข้นด้วยรังสี UV เกินปกติ มลพิษต่างๆ การสูบบุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลทำลายผิวหนังในชั้นกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือคอลลาเจน และอิลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวหนังดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่นดี และควบคุมความชุ่มชื้น ซึ่งจะถูกทำลายให้บางลงในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว เราจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังจะมีความเต่งตึง เนื่องมาจากคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายแข็งแรง แต่กระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายโดยเฉพาะที่ผิวหนังนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆเมื่อยิ่งสูงวัยขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจน จนถึงจุดหนึ่งการสูญเสียคอลลาเจนตามธรรมชาติเกิดมากกว่าการสร้าง ส่งผลทำให้ชั้นผิวหนังยุบและทรุดตัวลงอันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย



--- สนใจสั่งซื้อ Collagen กดที่นี้เลยครับ ---

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สาหร่ายรูปเกลียวทอง Spirulina ประโยชน์มากมาย


สาหร่ายรูปเกลียวทอง (Spirulina)
   เป็นสาหร่ายรูปเกลียวที่มีขนาดเล็กมากจนต้องดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์ นับเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีสารอาหารหลากหลายมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก
เป็นสาหร่ายรูปเกลียวที่มีขนาดเล็กมากจนต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ นับเป็นอาหารเสริมสุขภาพที่มีสารอาหารหลากหลายมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก สาหร่ายสไปรูไลน่าเป็นแหล่งของโปรตีนสมบูรณ์แบบที่เพียบพร้อมไปด้วยกรดอะมิ โนชนิดที่จำเป็นต่อร่างกายครบทั้ง 8 ชนิด (กรดอะมิโนเอสเซนเซียล, ไอโซลิวซีน, ลิวซีน,
เมไธโอนีน, เฟนนิลอะลานีน, ทรีโอนีน, วาลีน) และอื่นๆ อีก 10 ชนิด โปรตีนสมบูรณ์เหล่านี้อยู่ในรูปที่ย่อยง่าย ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว สาหร่ายสไปรูไลน่ายังมีกรดไขมันที่จำเป็นและเป็นแหล่งของธาตุเหล็ก และโฟลิค แอซิด (Folic Acid) ชั้นดี ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง สาหร่ายสไปรูไลน่ายังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราของร่างกาย และลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน, วิตามิน อี, สังกะสีและซีลิเนียม ซึ่งยังช่วยลดระดับไขมันในเลือดอีกด้วย สาหร่ายสไปรูไลน่าเป็นสารอาหารจากพืชเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ทานเจและ มังสวิรัติ

         มีคำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่าย สไปรูลิน่าที่ทำการวิจัยทั่วโลกกว่า 4 หมื่นคน ในระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา บอกว่า
สาหร่ายสไปรูลิน่านี้มีส่วนประกอบที่พิเศษ คือ มีอะมิโนโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายสูง กว่าเนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่
สามารถผลิตได้เอง แต่ร่างกายต้องการใช้ เป็นประจำทุกวัน มีวิตามินจำพวกเบตา คาโรทีนมากกว่าผักถึง 25 เท่า มีธาตุเหล็ก สูงกว่า
ตับถึง 28 เท่า และเป็นแหล่งรวมของ วิตามิน บี 12 ทั้งหมดนี้จึงทำให้สาหร่าย สไปรูลิน่าส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของ ระบบ
ประสาท ป้องกันเซลล์สมอง และเสริม สร้างการส่งสัญญาณในระบบสมอง คนที่มี พฤติกรรมไม่ดีในการรับประทานอาหาร ไม่ ชอบ
ทานผักผลไม้ หรือต้องเสียพลังงานกับ การออกกำลังกาย

         ปัจจุบันสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารกว่า 70 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า สาหร่าย
สไปรูลิน่า เป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ และมีคุณค่าทางอาหารไม่มีสารตกค้าง สามารถใช้บริโภคได้อย่างดี มีรายงานผล การ
วิจัยอย่างมากมายว่าสไปรูลิน่าสามารถ ช่วยบังเกิดผลดีต่อการบำรุงและเสริมการ รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น


สาหร่ายสไปรูไลน่ามีผลต่อร่างกายของเราอย่างไร
1.  ต้านเชื้อไวรัสหลายชนิด (Antiviral) และลดการก่อมะเร็ง (Antimutagenic)
2.  ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
3.  ลดไขมันในเลือดได้ทั้งคลอเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความ ดันสูง
ไตรกลีเซอไรด์ อย่างมีนัยสำคัญ
4.  มีสารเบต้าแคโรทีน ไฟโคไชยานิน และคลอโรฟิลซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง มีงานวิจัยว่าสามารถลดการเกิดมะเร็งในช่องปาก ในประชากรกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งชนิดนี้
5.  มีกรดอะมิโนเมไธโอนิน ช่วยบำรุงตับและสามารถลดความเป็นอันตรายต่อตับเมื่อได้รับสารพิษ
6.  มีความปลอดภัยสูง ได้มีการวิจัยความเป็นพิษและผลต่อการตั้งครรภ์ในสัตว์ทดลองและพบว่าปลอดภัย
7.  ช่วยให้ความจำดีขึ้น
8.  บำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์
9.  ช่วยลดความเครียดและความไม่ สมดุลของร่างกาย
10. ลดกรดและช่วยเคลือบแผลใน กระเพาะอาหาร
11. ป้องกันและรักษาอาการเมาค้าง
12. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
13. ระงับการลุกลามของโรคตา อาทิเช่น ตามัว ต้อหิน ต้อกระจก
14. เป็นอาหารเสริมสำหรับนักกีฬา เพื่อ เพิ่มพละกำลังที่ต้องเสียพลังงานกับการออก กำลังกาย
15. ช่วยรักษารูปร่างและทรวดทรงให้ สมส่วน เป็นต้น

---สนใจสั่งซื้อ Spirulina กดที่นี้เลยครับ---

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Beta Carotene เบต้า แคโรทีน กับประโยชน์ที่คาดไม่ถึง


Beta Carotene เบต้า แคโรทีน

บำรุงสุขภาพสายตา, บำรุงผิวพรรณ, ป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด, เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย

เบ ต้าแคโรทีน หรือโปรวิตามินเอ สกัดได้จากผัก ผลไม้สีเหลืองส้ม หรือสีเขียวเข้ม ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ในปริมาณเท่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อหมดความต้องการวิตามินเอแล้ว กระบวนการเปลี่ยนแปลงเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอก็จะหยุดลง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในเรื่องการเกิดพิษจากวิตามินเอส่วนเกิน

เบ ต้า แคโรทีน 3 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับวิตามินเอ 5,000 IU

ประโยชน์เบต้า แคโรทีน Beta Carotene

- บรรเทา อาการตาแห้ง ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินเออย่างรุนแรง
- เป็น วิตามินต่อต้านการติดเชื้อ
- ป้องกัน โรคผิวหนังบางชนิด เช่น สิว
- ช่วย ในกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ล์ผิว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
- ทำ ให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ไม่หยาบกร้าน ไม่ตกสะเก็ด
- ชะลอ การเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- ป้องกัน อาการผิวไหม้จากแสงแดด
- มี ส่วนร่วมในกระบวนการการสร้างกระดูกและฟัน

เบต้า แคโรทีนจากธรรมชาติดีอย่างไร

   การ เลือกรับประทาน “เบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ” จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการรับประทานเบต้าแคโรทีนที่เป็นสาร สังเคราะห์ เนื่องจากเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติจะมีการจัดเรียงสูตรโครง สร้างทางเคมีที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้ประโยชน์จากเบต้าแคโรทีนที่รับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะมีความคล้ายคลึงกันกับการรับประทานจากอาหาร

---สนใจสั่งซื้อ Beta Carotene กดที่นี้เลยครับ---

น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) มีประโยชน์อย่างไร



น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar)

ประโยชน์
ช่วยในการกำจัดพิษในร่างกายโดยการสร้างเซลล์ใหม่- ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย- ช่วยในระบบเผาผลาญแคลเซียม- ช่วยชะลอความชรา- ช่วยปรับระดับกรด - ด่าง ในร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล- ช่วยการทำงานของหัวใจ- ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปรกติ- บรรเทาอาการปวดศีรษะ- ช่วยในการขับถ่ายเป็นปรกติ- ช่วยกำจัดนิ่วในไต และในถุงน้ำดี- ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อและโรคเกาต์- ช่วยในเรื่องของการฟังและปัญหาทางหู- ช่วยบำรุงสายตาและปัญหาเกี่ยวกับสายตา- ช่วยให้ระบบปัสสาวะเป็นปรกติ

สรุปเป็นข้อดังนี้

1. ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ
2. ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ คันคอ และขับพิษออกจากคอ
3. ประโยชน์ ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน
4. ประโยชน์ ช่วยรักษาสภาพผิว
5. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ
6. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการไซนัส ปวดหัว และเป็นไข้
7. ประโยชน์ ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ
8. ประโยชน์ ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร



--- สนใจสั่งซื้อ Apple Cider Vinegar ---

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Collagen คอลลาเจน บำรุงผิว เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง



คอลลาเจน (Collagen) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่ เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบ เนียน
ในวัยเด็ก คอลลาเจน ยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก จึงทำให้เห็นว่าเด็ก ๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้น เส้นใย คอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลง ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย ยิ่งสูงวัยขึ้นเท่าใด ริ้วรอยแห่งวัยก็เห็นชัดขึ้นเท่านั้น ริ้วรอยแรกที่มาเยือนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ รอยตีนกา เนื่องจากผิวหนังรอบดวงตามีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวมากกว่าที่อื่น

อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ด้วยการรับประทาน คอลลาเจน หรือ วิธีการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นวิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น
นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย
ร่างกายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น
โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็งแรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุนได้

การสังเคราะห์คอลลาเจน

 ในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเซลล์ชนิดหนึ่งชื่อ ไฟโบรบลาสท์ (Fiberblast) ซึ่งกระจายไปทั่วและมีจำนวนมาก ทำหน้าที่สังเคราะห์ คอลลาเจน (Collagen) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) และยังผลิตอิลาสติน (Elastin) ออกมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย วิธีการผลิตคอลลาเจนของเซลล์ไฟโบรบลาสท์มีลักษณะคล้ายกับวิธีการทำงานของเซลล์ประเภทเม็ดโลหิตขาวขนาดใหญ่ คือ ตรงบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์จะมีพื้นที่เฉพาะ (Receptor) สำหรับให้โมเลกุลของสารเคมีหรืออาจเป็นเนื้อเยื่อ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นหรือก่อกวนเซลล์ไฟโบรบลาสท์ให้ทำงานมาเกาะ รูปร่างของโมเลกุลที่เป็นตัวให้สัญญาณจะต้องพอดีกับพื้นที่เฉพาะ (Receptor) นั้น จึงจะเกิดการทำงาน ถ้าจับกันสนิทแนบแน่น เซลล์ไฟโบรบลาสท์ ก็จะเกิดการตื่นตัว (Active) และเร่งผลิตสารเคมี 3 อย่างออกมา ได้แก่ 1) คอลลาเจน (Collagen) ทำให้ผิวตึง แน่น 2) อิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหนังสามารถโค้งงอได้และเป็นตัวมัดคอลลาเจน และ 3) กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) มีคุณสมบัติสำคัญคือสร้างความชุ่มชื้น เพราะสามารถดูดน้ำไว้ในตัวเองได้ถึง 1,000 เท่าโดยน้ำหนัก และจะเป็นตัวทำให้ผิวหนังเต็มออกมา ซึ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ประโยชน์ของคอลลาเจนคอลลาเจน(Collagen) 

ทำหน้าที่เชื่อมเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกายเข้าด้วยกัน ช่วยปกป้องอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันในผิวหนังชั้นหนังแท้ รวมทั้งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเรียบตึงของผิวหนังทำให้ผิวหนังแข็งแรงและเรียบเนียนในด้านโภชนาการ พบว่าโดยทั่วไปแล้ว โปรตีนเกือบทุกชนิดถูกย่อยด้วยระบบย่อยอาหารในทางเดินอาหารจนได้กรดอะมิโนอิสระ ซึ่งมีครบทั้ง 20 ชนิด แต่จากที่คอลลาเจนเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ คือให้กรดอะมิโนไม่ครบตามที่ร่างกายต้องการ กล่าวคือคอลลาเจนจะให้กรดอะมิโนอิสระเพียง 5 ชนิด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนนั้น จึงเป็นการรับประทานเพื่อความบันเทิง มากกว่าจะเอาประโยชน์อย่างจริงจัง ทั้งนี้เพราะคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของผิวหนังกระดูก กระดูกอ่อน(cartilage) เอ็น (tendons) และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับการยืดเหนี่ยว (ligaments)เช่น เหงือกของสัตว์ชั้นสูง ดังนั้นเวลาที่เราเคี้ยวคอลลาเจนจึงเปรียบเหมือนที่เราเคี้ยวลูกชิ้นเอ็นปัจจุบันคอลลาเจนถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น ทางการแพทย์ใช้เพื่อลดอาการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ใช้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ใช้เป็นสารบุร่องเหงือก ตลอดจนใช้เป็นเครื่องสำอางเพื่อทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัย ลบริ้วรอยปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสลายตัวของคอลลาเจนคือ อนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดดจ้าที่เข้มข้นด้วยรังสี UV เกินปกติ มลพิษต่างๆ การสูบบุหรี่ สารปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลทำลายผิวหนังในชั้นกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชนิด คือคอลลาเจน และอิลาสติน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวหนังดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่นดี และควบคุมความชุ่มชื้น ซึ่งจะถูกทำลายให้บางลงในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว เราจะสังเกตเห็นว่าผิวหนังจะมีความเต่งตึง เนื่องมาจากคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมาก นอกจากนี้คอลลาเจนยังมีการสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลาที่ร่างกายแข็งแรง แต่กระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกายโดยเฉพาะที่ผิวหนังนั้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆเมื่อยิ่งสูงวัยขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิต และการสลายตัวของคอลลาเจน จนถึงจุดหนึ่งการสูญเสียคอลลาเจนตามธรรมชาติเกิดมากกว่าการสร้าง ส่งผลทำให้ชั้นผิวหนังยุบและทรุดตัวลงอันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย

--- สนใจสั่งซื้อ Collagen กดที่นี้เลยครับ ---

Grape seed Extract สารสกัดจากเมล็ดองุ่น



สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape seed Extract)

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (grape seed extract) เป็นสารสกัดที่อุดมไปด้วยพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่เรียกว่า “โอลิโกเมอริก โปรแอนโทไซยานิดีน หรือโอพีซี (oligomeric proanthocyanidins: OPC)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์แรงกว่าวิตามินซี 20 เท่าและแรงกว่าวิตามินอี 50 เท่า ช่วยต่อต้านการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และอีลาสตินในผิวหนังที่เกิดจากอนุมูลอิสระ เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินเป็นโครงสร้างหลักในผิว ทำหน้าที่ค้ำจุนและให้ความยืดหยุ่น หากถูกทำลายไปก็จะเกิดรอยเหี่ยวย่นที่มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนเซลล์ผิวหนังในชั้นหนังกำพร้า (ชั้นนอกสุด) หากถูกทำลายจะปรากฏรอยแห้งกร้าน สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจึงช่วยรักษาความกระชับ เต่งตึงของผิว ขณะเดียวกันก็ป้องกันริ้วรอยหยาบกร้านได้ นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ สารสกัดจากเมล็ดองุ่นจะสามารถช่วยลดความเข้มของสีผิวบริเวณที่ดำคล้ำลง จึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างใส จึงทำให้เมล็ดองุ่นสกัดถูกนำมาประยุกต์ใช้ในวงการเครื่องสำอางค์เเละอาหารเสริม

สารสกัดจากเมล็ดองุ่นไม่เพียงแค่มีประสิทธิในการดูแลผิวพรรณของคุณเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของคุณด้วย เช่น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ บรรเทาอาการมือและเท้าชา รักษาเส้นเลือดขอด ชะลอความเสื่อมของโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคต้อกระจก

สามารถทำงานร่วมกับวิตามินซีในการทำให้คอลลาเจนทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซีและอี


ประโยชน์ Grape seed

ประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่น
สาร OPCs ที่พบได้ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่นนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆและช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงขึ้น
ปี 1995 ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่อสุขภาพของดวงตา โดยทดลองกับอาสาสมัครที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เกือบตลอดทั้งวันจำนวน 75 คน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องสายตา กล้ามเนื้อตาเกร็ง เมื่อให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น 300 มิลลิกรัมต่อวัน ผลปรากฏว่าอาสาสมัครมีปัญหาเรื่องสายตาลดน้อยลง อาการปวดตาและกล้ามเนื้อตาเหนื่อยล้าก็หายไปด้วย แถมยังทำให้มีแววตาสดใสเป็นประกาย
นอกจาก OPCs จะช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีแล้วยังนำมาใช้กับการรักษาโรค และอาการผิดปกติของร่างกายอื่น ๆ เช่น ช่วยลดอาการอักเสบของแผลและผิวหนัง ช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อกระดูกอักเสบ ฯลฯ
เป็นสารซุปเปอร์แอนตี้ออกซิแดนซ์ที่มีประสิทธิภาพสูง
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสารสำคัญคือ OPCs ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการเสื่อมหรือถูกทำลายของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายจากอนุมูลอิสระ
ช่วย ในการเพิ่มการไหลเวียนโลหิตผ่านระบบหลอดเลือดฝอยไปทั่วร่างกายมากขึ้น ป้องกันอาการเส้นเลือดฝอยเปราะ และแตกง่าย อันเป็นผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โดยยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือด
ช่วย เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโปรตีนคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) บำรุงผิวพรรณทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเรียบลื่น และเพิ่มความแข็งแรงยืดหยุ่นของเอ็นยึดข้อต่อและกระดูกอ่อน
ป้องกันการเสื่อมของจอรับภาพจากอาการเบาหวาน
คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวพรรณ ช่วยให้ผิวหน้าเนียนใส เปล่งปลั่ง ชะลอริ้วรอยแห่งวัยได้ดีเยี่ยม
สาร OPCs ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานินที่มีมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระ ฝ้า และความหมองคล้ำบนผิวหน้า

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น มีสาร OPCs ในปริมาณสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงชนิดหนึ่ง ออกฤทธิ์ในการยับยั้ง เอนไซม์ คอลลาจิเนส (Collaginase) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เนื้อเยื่อ คอลลาเจนถูกทำลาย สาร OPCs จะช่วยรักษาความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจน และช่วยเสริมความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง





สรุปประโยชน์ Grape seed

- ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของหลอด
- เสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจน
- ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเสื่อมทำลายของอวัยวะต่างๆ และช่วยชะลอการแก่ก่อนก่อนวัย
- ยับยั้งการเกิดเม็ดสี เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นฝ้า กระ
- และเสริมการทำงานของกลูต้าไธโอน


ขนาดรับประทาน

ปริมาณของสารสกัดจากองุ่นที่แนะนำให้รับประทานเพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคและช่วยต้านอนุมูลอิสระคือ 50 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับขนาดรับประทานเพื่อประโยชน์ในการรักษาโรคควรเพิ่มขึ้นเป็น 150-300 มิลลิกรัมต่อวัน

--- สนใจสั่งซื้อ Grapeseed Extract ---

Vitamin-C วิตามินซี แก้หวัด บำรุงผิว ประโยชน์อีกมากมาย



วิตามินซี (Vitamin C) คืออะไร
ประวัติการค้นพบ วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาวเป็นประจำ และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหารเรือขาดไปคือ “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรค มะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลง

ประโยชน์ของ วิตามินซี

เราทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า วิตามินซี มีประโยชน์มากมากหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยปกป้องเซล เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับ เส้นเอ็น และคอลลาเจน ก็มีผลมาจากปริมาณ วิตามินซี ในร่างกาย และ วิตามินซี ยังมีฤทธิ์ในการเป็นสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่ดี จึงสามารถป้องกันการทำลายเซลจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และมันช่วยให้ร่างกายสามารถรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดจึงควรที่จะรับประทาน วิตามินซี ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน ฟลาโวนอย เป็นต้น

นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก คือ

- วิตามินซี ช่วยบรรเทาความรุนแรงและระยะเวลาของการเป็นโรคหวัด หากเริ่มรับประทาน วิตามินซี ตั้งแต่เริ่มแรกที่เห็นอาการของโรคหวัด จะช่วยให้อาการป่วยลดความรุนแรงและหายได้เร็วขึ้น มีการศึกษาเมื่อปี 1995 พบว่าหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวันตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21% แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้

- วิตามินซี ช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจาก วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซล ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านอาการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น ในทางกลับกันการขาด วิตามินซี ก็สงผลให้แผลให้ได้ช้าลงเช่นกัน

- หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว

- เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด

- เนื่องจาก วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มันจึงอาจจะช่วยในการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง ได้ มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องนี้แต่ก็ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยยังมีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยว วิตามินซี กับการป้องกันและต่อสู้กับโรค มะเร็ง

- ช่วยในการป้องกันโรคต้อกระจก เนื่องจาก วิตามินซี สามารถช่วยปกป้องเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอุลตร้าไวโอเลต ที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจก มีการศึกษาอันหนึ่งพบว่าผู้หญิงที่รับประทานวิตามินซีมาอย่างน้อย 10 ปี พบว่ามีความเสี่ยงที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นมัวซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77%

- บรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกษรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น

- ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น

- ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10

ขนาดที่รับประทาน
ในสภาวะปกติปริมาณที่แนะนำให้รับประทานคือ 60 มิลลิกรัมต่อวัน (แต่ในคนที่สูบบุหรี่ 200 มิลลิกรัมต่อวัน) อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเสริมสุขภาพได้แนะนำว่าเพื่อประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพควรจะต้องรับประทานอย่างน้อย 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน คนที่มีความเครียดควรรับประทานวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากต้องการผลในด้านการป้งกันโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ความชรา ควรจะรับประทาน 250 – 1,000 มิลลิกรัม

หากเราได้รับ วิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ ก็จะเกิดลักปิดลักเปิด ซึ่งจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นหากขาดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานและไม่ต้องกังวัลว่าจะได้รับมากเกินไป เนื่องจาก วิตามินซี สามารถละลายน้ำได้ดี หากร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะมีการขับออกมาได้ทางปัสสาวะ อีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่เกิดจากการรับประทาน วิตามินซี แม้จะรับประทานในปริมาณที่สูงกว่า 6,000 - 18,000 มิลลิกรัม

ข้อปฏิบัติในการรับประทานเพื่อประโยชน์สูงสุด

- เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรพิจารณารับประทานร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินอี ฟลาโวนอย จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ วิตามินซี

- เพื่อสุขภาพทั่วไป ควรรับประทานอย่างน้อย 500 มิลลิกรัมต่อวัน

- สำหรับการรับประทานเพื่อการรักษาหรือการป้องกัน ควรรับประทาน 1,000 – 6,000 มิลลิกรัม ขึ้นกับโรคแต่ละชนิด

- การรับประทานไม่จำเป็นต้องรับประทานในครั้งเดียวต่อวัน สามารถแบ่งรับประทานเป็นหลายๆ ครั้งต่อวัน

- การรับประทาน วิตามินซี ไม่จำเป็นต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือทานอาหารก่อนการรับประทาน

- ยังไม่มีรายงานว่า วิตามินซี ชนิดพิเศษพวก Esterifies วิตามินซี จะให้ผลดีกว่าวิตามินซีแบบธรรมดา

ข้อควรระวัง

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการดูดซึมแร่ธาตุอื่นๆ เช่น Copper Selenium

- การรับประทานในปริมาณสูงๆ อาจจะมีผลต่อการผิดพลาดของผลตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะได้

- วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กเกิน

---สนใจสั่งซื้อ Vitamin C กดที่นี้เลยครับ---